
ปทุมฯ ถกผู้เกี่ยวข้องรับมือภัยแล้ง 3 อำเภอ แหล่งปลูกปาล์มอยู่ในภาวะเสี่ยง
ภาคกลาง-ปทุมธานี เดินหน้ารับมือภัยแล้งถกผู้เกี่ยวข้อง วางกรอบรณรงค์ให้หันมาปลูกพืชอายุสั้น เกษตรจังหวัดระบุ การมีตลาดกลางเกษตรอยู่แล้ว ทำให้เอื้อต่อการที่จะระบายผลผลิต ด้านผู้ว่าฯอ่างทอง แนะเกษตรกรหลังผ่านวิกฤติน้ำท่วม ควรเลือกพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมในการปล
ที่ห้องประชุมสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี ได้มีตัวแทนส่วนราชการในพื้นที่ จ.ปทุมธานี ทั้งจากสำนักงานชลประทาน สำนักงานพาณิชย์จังหวัด เกษตรอำเภอทั้ง 7 อำเภอ และตัวแทนเกษตรกร หารือร่วมกันเพื่อวางแนวทางเตรียมความพร้อมในการรับมือภัยแล้งที่จะมาถึง
ดร.จุรีพัชร บุญจริง หัวหน้าสำนักงานเกษตรจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า ในพื้นที่ปทุมธานี มีเกษตรกรปลูกข้าวนาปรัง 12,000 ราย คิดเป็นพื้นที่กว่า 3.5 แสนไร่ ในขณะที่มีต้นทุนน้ำสำหรับเกษตรกรเพียง 63 เปอร์เซ็นต์ ไม่เพียงพอต่อการทำนาของเกษตรกร ดังนั้นจึงต้องมีการหารือเพื่อหาแนวทางว่าจะทำอย่างไรที่จะให้เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรัง ปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย ซึ่งพื้นที่ จ.ปทุมธานี มีแหล่งค้าส่งสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ถึง 2 แห่ง ถ้าเกษตรกรปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชระยะสั้นก็จะมีตลาดรองรับอยู่แล้ว
ทั้งนี้ พื้นที่ที่น่าเป็นห่วงของ จ.ปทุมธานี คือ อ.หนองเสือ อ.ลำลูกกา ซึ่งในเขต อ.หนองเสือ มีเกษตรกรที่ปลูกปาล์มอยู่ และปาล์มจะใช้น้ำค่อนข้างเยอะ อย่างไรก็ตามสำนักงานเกษตรก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ให้เจ้าหน้าที่ในระดับตำบลลงพื้นที่สำรวจและชี้แจงคำความเข้าใจแก่เกษตรกรอย่างใกล้ชิด และรายงานข้อมูลเข้ามาในทุกๆ วันเพื่อที่ได้วางแผนรับมือได้
นายวิศว ศะศิสมิต ผู้ว่าราชการจังหวัดอ่างทอง กล่าวว่า ขณะนี้เกษตรกรได้ทำนาเกือบเต็มพื้นที่ทั้งจังหวัดหลังจากน้ำลด แต่เกรงว่ากว่าจะถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตจะกระทบภัยแล้ง ดังนั้นจึงขอแนะนำเกษตรกรที่ปลูกข้าวหลังน้ำลดในขณะนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ไม่ทนต่อภาวะอากาศหนาว เช่น พันธุ์ข้าวพิษณุโลก 2, กข.29 และ กข.41 เป็นต้น สำหรับพันธุ์ข้าวที่ปลูกในฤดูหนาวหลังน้ำลดในเขตชลประทานได้แก่ กข. 31 กข และสุพรรณบุรี 1, 2 และสุพรรณ 90 ส่วนพื้นที่นอกเขตชลประทานควรเป็นพันธุ์ข้าวที่มีอายุสั้น มีอายุการเก็บเกี่ยว 97-98 วัน และต้องระวังโรคไหม้และโรคขอบใบแห้งของข้าว เนื่องจากสภาพอากาศมีหมอกและน้ำค้างมาก
ขณะเดียวกันด้วยดินที่อุดมสมบูรณ์จากน้ำท่วม ทำให้ง่ายต่อการที่จะเกิดโรคได้กับข้าวทุกระยะการเจริญเติบโต ดังนั้นเกษตกรต้องเพิ่มการระมัดระวัง "นอกจากนี้ต้องระวังหนอนกระทู้ต้นกล้าและคอรวงข้าว โดยหนอนกระทู้จะเข้าทำลายต้นข้าวตั้งแต่ระยะต้นกล้าถึงระยะแตกกอ และมักทำลายในเวลากลางคืน อาจเสียหายภายใน 1-2 วัน ส่วนระยะข้าวออกรวง หนอนกระทู้ชอบกัดกินคอรวง ทำให้คอรวงขาด เกษตรกรต้องหมั่นตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากการทำนาในระยะนี้" นายวิศว กล่าว
นายชัยรัตน์ เขียวสวาส นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ไผ่ดำพัฒนา อ.วิเศษชัยชาญ จ. อ่างทอง กล่าวว่า ภัยแล้งปี 2553 ที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนขาดน้ำอุปโภคบริโภคและน้ำเพื่อการเกษตร ดั้งนั้นในปีนี้เมื่อน้ำลดลงได้ยกคันดินขอบหนองธรรมชาติที่มีอยู่แล้วให้สูงขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งให้ได้ปริมาณมากที่สุด ไม่ปล่อยทิ้งเหมือนที่ผ่านมา คาดว่าในฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงจะบรรเทาความเดือดร้อนลงได้



