
คุก7ปีจนท.สรรพากรอินโดฯช่วยเศรษฐีเลี่ยงภาษีหลายร้อยล้าน
จาการ์ตา-ศาลอินโดฯ ตัดสินจำคุก 7 ปี จนท.สรรพากรอินโดนีเซียที่ช่วยบริษัทใหญ่เลี่ยงภาษี และลามเป็นคดีทุจริตอื้อฉาวพาดพิงบุคคลหลากหลายวงการสร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศ
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันพุธ (19 ม.ค.) ว่า ศาลในกรุงจาการ์ตาได้ตัดสินให้นายกายุส ทัมบูนัน เจ้าหน้าที่สรรพากรชั้นผู้น้อย มีความผิดในข้อหารับสินบน ปลอมแปลงเอกสารและใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ทำให้รัฐสูญเสียหลายร้อยล้านดอลลาร์ และลงโทษจำคุก 7 ปี
การพิจารณาคดีนายทัมบูนัน วัย 31 ปี ได้รับความสนใจจากชาวอินโดนีเซียทั้งประเทศ จึงมีการถ่ายทอดสดทั้งทางโทรทัศน์และวิทยุ
คดีนี้เป็นข่าวพาดหัว และชาวสังคมออนไลน์ทั้งทวิเตอร์และเฟซบุ๊ก เกาะติดความคืบหน้ามานานหลายเดือน เพราะนอกเหนือเงินที่นายทัมบูนันยักยอกไปอย่างน้อย 90 ล้านบาทแล้ว ยังเกี่ยวโยงกับบุคคลจำนวนมากตั้งแต่นักการเมือง นักธุรกิจ นายตำรวจใหญ่ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ผู้คุมเรือนจำและผู้พิพากษา
กรณีที่ทำให้คนในสังคมโกรธแค้นที่สุดคือ นายทัมบูนันได้ติดสินบนจนสามารถออกไปเที่ยวข้างนอกได้อย่างน้อย 68 ครั้ง นับจากถูกจับกุมคุมขังเมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน มีผู้จับถ่ายภาพได้ขณะที่ผู้ต้องหารายนี้กำลังเล่นเทนนิสอยู่ที่เกาะบาหลีเมื่อเดือนพฤศจิกายน โดยปลอมตัวใส่วิกผมและแว่นกันแดด ต่อมายังได้จ่ายเงินกว่าแสนดอลลาร์สำหรับการทำหนังสือเดินทางปลอม เพื่อไปเล่นพนันในมาเก๊าและช็อปปิ้งในสิงคโปร์
เป็นที่คาดว่า การตัดสินลงโทษจำคุกเพียง 7 ปี และปรับอีก 3 หมื่นดอลลาร์ จะจุดกระแสความไม่พอใจอย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นโทษที่เบากว่าที่อัยการเสนอให้จำคุก 20 ปี
นายทัมบูนันได้ยอมรับระหว่างการพิจารณาคดีว่า ได้รับสินบนจากบริษัทใหญ่ๆ กว่า 12 แห่ง หนึ่งในนั้นคือนายอาบูไรซัล บาครี มหาเศรษฐีพรรคโกลขาร์ พรรคใหญ่อันดับสอง และยักษ์ใหญ่พลังงานเชฟรอน แต่ก็อ้างว่าตนเองเป็นเพียงปลาเล็กตัวหนึ่ง เมื่อเทียบกับเจ้าหน้าที่สรรพากรระดับสูง อัยการและนายทหารที่เขาเปิดเผยชื่อในศาล ซึ่งพัวพันการทุจริตยิ่งกว่า
แม้อินโดนีเซียเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยได้อย่างสมบูรณ์ หลังสิ้นยุคผู้นำเผด็จการซูฮาร์โต แต่ยังถูกองค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศจัดอันดับว่าเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นมากที่สุดในโลก คดีนี้ยังทำลายภาพลักษ์ด้านการปราบปรามการทุจริตของประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน อย่างรุนแรง และยังฉายให้เห็นถึงความอ่อนแอของเขาในการเผชิญหน้ากับกลุ่มผลประโยชน์



