
เคอร์ฟิวเด็ก(กับเขาสักหน่อย)
ช่วงนี้มีเรื่องเด็กๆ ให้นำมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันอยู่บ่อยๆ ครับ ดังที่ได้อภิปรายเรื่องไม้เรียวไปแล้วเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา
ข้อมูลจากสวนดุสิตโพลในเรื่องเคอร์ฟิวเด็ก (ในคม ชัด ลึก 16 ม.ค.2554) น่าสนใจยิ่ง เพราะร้อยละ 65.91 เห็นด้วย เพราะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมได้, เพิ่มคุณภาพให้เยาวชนที่ยังต้องอาศัยการดูแลจากผู้ใหญ่, ทำให้ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากขึ้น ขณะที่ร้อยละ 34.09 ไม่เห็นด้วย เพราะเหตุผลยังไม่เพียงพอ เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ
เรื่องแบบนี้ยังดีที่ตัวรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาฯ ยังไม่ได้แสดงท่าทีเห็นด้วยกับเรื่องนี้ อย่างน้อยตามข่าวของคม ชัด ลึก เอง ท่านยังกลัวว่าการกระทำดังกล่าวอาจจะเป็นการละเมิดสิทธิเด็ก (ส่วนวันหน้าความเห็นจะเป็นอย่างไรก็ว่ากันนะครับ อย่างน้อยในรายงานข่าวท่านก็ชัดเจนมากในเรื่องนี้)
เรื่องเคอร์ฟิวเด็กนั้นคนที่ตั้งข้อสังเกตนั้นมักจะมองในเรื่องของสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะสิทธิของเด็ก นอกจากนั้นก็ว่าด้วยเรื่องของวัฒนธรรมอำนาจนิยม-เผด็จการที่ผู้ใหญ่พยายามนำมาจัดการเด็ก และจะมีผลสืบเนื่องไปจนถึงอนาคต
รวมทั้งเรื่องของผู้ปกครองกับเด็ก คือผู้ปกครองเองก็อาจจะไม่มีเวลาจริงๆ ก็ได้
ผมอยากจะชี้ว่า อาจจะมีทางเลือกอีกประการหนึ่งที่ส่งเสริมประชาธิปไตยมากขึ้นด้วย นั่นก็คือการหันมาให้ความสนใจกับเรื่องของการวางผังเมือง และการวางผังชุมชนครับ
ประเด็นที่จะพูดหมายถึงว่า เราควรจะมานั่งคิดเรื่องของลำดับชั้นของพื้นที่เสียก่อน ว่าในเมืองหรือในชุมชนนั้นมีลำดับชั้นอย่างไร เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของเด็ก บ้าน และร้านเกมเท่านั้น
การไม่ให้เด็กออกจากบ้านก็ไม่ได้แก้ปัญหา แต่การทำความเข้าใจเรื่องของการจัดวางเรื่องชุมชนต่างหากที่จะทำให้เราเข้าใจและเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ของผู้คนทั้งหมดโดยเฉพาะเรื่องของเยาวชน
ในแง่นี้เราอาจจะต้องเริ่มตั้งหลักก่อนว่าสภาพชุมชนที่เด็กอยู่นั้นเป็นอย่างไร ไม่ใช่แค่มองแต่เรื่องของครอบครัวเฉยๆ
ในขณะเดียวกันก็ต้องมองหากิจกรรมอื่นๆ ให้แก่เด็กในชุมชนด้วย
เรื่องเดียวกันนี้ จะขับเคลื่อนได้ก็ต้องรับฟังความเห็นของเด็กด้วยว่าเขาคิดอย่างไรในเรื่องของชุมชนของเขา และเขาอยากมีกิจกรรมอะไรบ้างที่มีความหมายสำหรับเขา
การเพิ่มพื้นที่ให้เด็กได้แสดงความคิดเห็นและเป็นผู้ให้ข้อมูลน่าจะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปได้อย่างที่ได้รับความร่วมมือกันทุกฝ่าย และทำให้เกิดรากฐานประชาธิปไตยในสังคม มากกว่าการพูดกันแต่ว่าเราหวังดีกับเด็กและก็ใช้ทุกวิถีทางเพื่อให้เด็กดีตามที่เราคาดหวัง
และในอีกด้านหนึ่ง เราก็จะต้องไม่ลืมที่จะปฏิรูปและติดตามตรวจสอบการทำงานอย่างเป็นระบบต่อการทำงานของตำรวจด้วย ไม่ใช่ให้ตำรวจเป็นผู้ชี้ประเด็นอย่างเดียว
ในหลายประเทศในโลกนั้นตำรวจนั้นจะขึ้นกับรัฐบาลท้องถิ่น เพราะโดยหลักการแล้วตำรวจนั้นจะต้องถูกตรวจสอบโดยโครงสร้างของการเมืองที่ชุมชนปกครองตัวเองและตรวจสอบตัวเอง ซึ่งในกรณีของไทยนั้นแม้ว่าประเด็นเรื่องของการโอนตำรวจขึ้นกับรัฐบาลท้องถิ่นนั้นอาจจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่โดยหลักการเราก็คงจะต้องเพิ่มความเชื่อมโยงของชุมชนและท้องถิ่นกับตำรวจด้วยครับ



