
คำพิพากษาของฮุน เซน
ถึงวันนี้คนไทยหลายคนยังคงเข้าใจคลาดเคลื่อน เกี่ยวกับการจับกุมคนไทยทั้ง 7 ประการหนึ่ง คือกระบวนการทางศาล ซึ่งเท่าที่ผ่านมาน่าจะเป็นเพียงการไต่สวน เพื่อดูพยานหลักฐานทั้งปวงว่า เพียงพอที่จะฟ้องคดีหรือไม่
เช่นเดียวกับการไต่สวนมูลฟ้องในระบบศาลไทย เมื่อฟังว่าคดีมีมูลแล้ว จึงเริ่มต้นกระบวนการฟ้องศาล ศาลกัมพูชาเป็นแต่เพียงทำหน้าที่ไต่สวนแทนตำรวจ หรืออัยการเท่านั้น ประการหนึ่งนี่คือเกมการเมืองที่เหนือชั้นของฮุน เซน ที่ใช้สถาบันศาลมาเป็นเพียงข้ออ้าง เป็นคล้ายกฎหมายปิดปากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ให้ก้าวล่วงเข้าไปในกระบวนการยุติธรรมของประเทศอื่น ซึ่งถือเป็นหลักการสากล ในขณะที่ฮุน เซน ก็ใช้เกมนี้เดินหมากอย่างสบายใจ ทั้งที่ทุกคนก็รู้ว่า ฮุน เซนคือกัมพูชา กัมพูชาคือฮุน เซน ที่จะมีคำบัญชาอย่างไรก็ได้
ฮุน เซนสั่งให้ปล่อยตัวชั่วคราวสำหรับคนไทย 6 คน แต่ยกเว้นนายวีระ สมความคิด เพราะฮุน เซนต้องการสั่งสอนนายวีระ ที่เป็นหัวหอกทิ่มแทงกัมพูชา ในปัญหาปราสาทพระวิหารอยู่เนืองๆ ในช่วงที่นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ นายวีระ สมความคิด และคนไทยทั้ง 5 ถูกจับกุมตัวนั้น สถานีโทรทัศน์กัมพูชาในเครือข่ายลูกสาวฮุน เซน ก็เผยแพร่ภาพและข่าวเน้นหนักตัวนายวีระ สมความคิด ด้วยถ้อยคำรุนแรง และว่านายวีระเคยบุกเข้ามาในพื้นที่กัมพูชาครั้งหนึ่งแล้ว การที่นายวีระเดินกลับเข้าไปในกัมพูชาอีกครั้ง ก็เท่ากับเดินไปตกหลุมพราง โดยเฉพาะพฤติการณ์แห่งคดีที่นายวีระนำกลุ่มคนไปประท้วงจนกระทั่งมีการปะทะกันที่ชายแดนระหว่างคนไทยด้วยกัน ก็เป็นเหตุหนึ่งที่กัมพูชา ภายใต้เงาฮุน เซน จะยัดเยียดข้อหาร้ายแรงให้
ศาลได้นัดอ่านคำพิพากษาในคดี 7 คนไทยในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ แต่ยังไม่ทราบรายละเอียดว่า จะพิพากษาเฉพาะข้อหาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และเข้าพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือจะรวมข้อหาประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศซึ่งเป็นข้อหาเฉพาะตัวของนายวีระ สมความคิดด้วยหรือไม่ ไม่มีใครบอกได้ว่า กำหนดนัดวันอ่านคำพิพากษานั้นเร็วหรือช้าไป หลังจากเกิดเหตุในห้วงปลายเดือนธันวาคม 2553 เนื่องเพราะ “เงื่อนเวลา” หาใช่สาระสำคัญของคดีความ 7 คนไทยไม่ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ฮุน เซนต้องการเก็บเรื่องนี้ไว้เล่นเกมกับรัฐบาลไทยนานแค่ไหน เขาต้องการแสดงความเหนือชั้นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ดูเหมือนไม่ทันเกมยาวนานเพียงใด
ไม่ว่าคนไทยจะชนะหรือแพ้คดี แต่กระบวนการที่จะติดตามมาก็คือ รัฐบาลไทยจะต้องดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษต่อกษัตริย์เขมร ในกรณีแพ้คดี ซึ่งนั่นเท่ากับยอมรับสภาพความผิดซึ่งจะกล่าวอ้างอย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ก็สามารถลากดึงไปเพิ่มน้ำหนักเรื่องดินแดนของฝ่ายกัมพูชามากขึ้น ถึงวันนี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รัฐบาลไทย รวมทั้งกระทรวงการต่างประเทศไทยที่ไม่สามารถใช้การทูตช่วยเหลืออดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศ คงกลับตัวยากยิ่งแล้ว ความเป็นห่วงในเรื่องสัมพันธภาพระหว่างประเทศ จนกระทั่งต้องเลือกใช้วิธีสุขุม นุ่มลึก แท้จริง ก็เป็นเพียงการที่คนไทยทั้งชาติจำยอมต้องศิโรราบให้แก่ฮุน เซน ที่ไม่เพียงครองใจคนเขมรเท่านั้น หากแต่ยังแสดงให้เห็นความเหนือชั้น เหนือผู้นำไทยหลายขุมด้วย



