ข่าว

เลือกเลขาฯพรรคคอมฯเวียดนามคนใหม่

เลือกเลขาฯพรรคคอมฯเวียดนามคนใหม่

19 ม.ค. 2554

ฮานอย-พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามเลือกคณะผู้บริหารประเทศชุดใหม่หลังประชุมลับเกือบสัปดาห์ เปลี่ยนตัวเลขาธิการใหญ่ แต่นายกฯ หน้าเดิม เตรียมรับมือปัญหาท้าทาย

      สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน เมื่อวันอังคาร (18 ม.ค.) ว่าคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์ชุดใหม่ ที่มาจากการเลือกสรรของที่ประชุมใหญ่ เมื่อวันจันทร์ ได้ลงมติเลือกคณะผู้นำระดับสูงในช่วง 2 วันสุดท้ายของการประชุมใหญ่ซึ่งจัดขึ้นทุก 5 ปี โดยนายเหงียน ฟู จอง วัย 66 ปี ประธานสมัชชาแห่งชาติวัย 67 ปี ได้รับเลือกดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์อันทรงอิทธิพล แทนที่นายนง ดึ๊ก หม่าน วัย 70 ปีที่นั่งเก้าอี้นี้มาสองสมัยและเกษียณจากตำแหน่ง   
    
     ส่วนนายเจื่อง เติ่น ซาง วัย 61 ปี ซึ่งเป็นหมายเลขสองของพรรค คาดว่าจะได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ขณะที่นายกรัฐมนตรีเหงียน ตัน เดิ่ง วัย 61 ปี จะรั้งตำแหน่งเดิมต่อไปอีกหนึ่งวาระ   

      นายเหงียน ฟู จอง เป็นอดีตบรรณาธิการวารสารคอมมิวนิสต์เวียดนาม ที่ผ่านการอบรมมาจากอดีตสหภาพโซเวียต เป็นนักทฤษฎีมาร์กซิสต์ของพรรค และถูกมองว่าเป็นผู้นำสายกลาง 

     นายเดิ่ง ซึ่งเป็นอดีตนักรบกองโจรเวียดกงสมัยสงครามเวียดนาม แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความต้องการกระชับสัมพันธ์กับสหรัฐ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน ความสัมพันธ์ทางทหารและพลังงานนิวเคลียร์ จึงมีแนวโน้มว่านายเดิ่งน่าจะสานสัมพันธ์กับสหรัฐต่อไป โดยเฉพาะในยามที่เพื่อนบ้านอย่างจีน มีท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นในการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนพิพาททางทะเลกับหลายชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งเวียดนาม   

      คณะผู้นำชุดใหม่ของเวียดนาม จะต้องรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจมากมายหลายประการ รวมถึงการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดและการค้ามหาศาล ค่าเงินอ่อนค่า และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึงเลขสองหลัก ที่ส่งให้ราคาอาหารถีบตัวสูงขึ้นมาก นอกจากนี้ เวียดนามยังกำลังเผชิญกับกรณีอื้อฉาวทางการเงินรุมเร้าบริษัทต่อเรือของรัฐที่ทำให้ภาพลักษณ์ด้านการลงทุนของประเทศเสื่อมเสีย

      ในการเปิดประชุมที่มีการถ่ายทอดไปทั่วประเทศเมื่อวันที่ 12 มกราคม บรรดาผู้นำเวียดนามชุดปัจจุบัน ต่างยอมรับความล้มเหลวในหลายด้าน ตั้งแต่การคอรัปชั่นที่ยังแก้ไม่ตก ไปจนถึงการใช้อำนาจในทางที่ผิดในหมู่เจ้าหน้าที่ของพรรค นอกจากนี้ยังยอมรับว่าอาจเป็นการยากที่เวียดนามจะรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ร้อยละ 7-8 ในระยะ 10 ปีข้างหน้าได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ หากไม่มีการปฏิรูป