ข่าว

เคอร์ฟิวเด็ก:อำนาจนิยมในโลกของตำรวจ

เคอร์ฟิวเด็ก:อำนาจนิยมในโลกของตำรวจ

19 ม.ค. 2554

“ยิงปืนหน้าจวนผู้ว่าราชการจังหวัดจันทบุรี” นายตำรวจใหญ่เล่าถึงพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงระหว่างกันของเด็กวัยรุ่นในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่แตกต่างจากอาชญากรรุ่นโตไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธปืน หรือแม้กระทั่งความเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดในรูปแบบต่างๆ

ถึงแม้ว่าปรากฏการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเด็กและเยาวชนจะชัดเจนอย่างมากแต่ด้วยความมุ่งมั่นของตำรวจและผู้ว่าราชการจังหวัดที่ มีความตั้งใจอย่างจริงจังที่จะแก้ไขปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเยาวชนให้จงได้นั้น ก็ไม่ได้ทำให้ตำรวจหมดหนทางจนถึงกับต้องใช้อำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในการจำกัดสิทธิในการออกจากบ้านของเยาวชน

 วิถีแห่งการนิยมอำนาจเกิดขึ้นในวงการตำรวจในยุคปัจจุบันได้อย่างไร? ตำรวจกำลังดูถูกความสามารถและศักยภาพที่มากมายของกำลังพลโดยการออก มาตรการเคอร์ฟิวที่ทำให้ดูเสมือนว่าตำรวจยอมรับว่า “ไร้ความสามารถในการป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในกลุ่มเยาวชน” จนต้องใช้หนทางเดียวคือเคอร์ฟิวเฉกเช่นเดียวกับการใช้อำนาจเผด็จการโดยอ้างความปรารถนาดีเพื่อแสดงความชอบธรรมในการใช้อำนาจเช่นนั้นหรือ?

 ตัวอย่างที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมของวิธีคิดที่เชื่อมั่นว่าการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนไม่จำเป็นต้องใช้อำนาจในการบังคับคุกคามเช่น โครงการ 3 ซ : จันทบุรี ที่นำทีมโดยรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.ต.อิทธิพล พิริยะภิญโญ ซึ่งในขณะนั้นดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดจันทบุรีสั่งการให้ตำรวจในพื้นที่ดำเนินการตามขั้นตอนโดยใช้หลัก “ใจแลกใจ...สร้างความเป็นเพื่อนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชน” เริ่มต้นจากปรับใจและวิธีคิดในการทำงานตั้งแต่ผู้นำหน่วยจนถึงตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติงานอยู่ในโรงพัก

 ขั้นที่สองให้ สายตรวจในรูปแบบต่างๆ รวมถึงสายตรวจเดินเท้ารวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของเยาวชนจำแนกแยกแยะอย่างชัดเจนถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ รวมถึงสถานที่ที่เด็กและเยาวชนนิยมใช้ชีวิตในเวลากลางคืน ขั้นที่สามทำการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง คนในชุมชน ผู้นำชุมชน ภาคีภาคประชาชน ภาครัฐ อาทิ โรงเรียน ภาคการเมืองการปกครองต่างๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งร้านเกม ร้านแต่งรถ หอพัก ให้เข้ามารับรู้ปัญหาและมีวิธีคิดเดียวกันร่วมมือร่วมพลังในการดูแลช่วยเหลือพัฒนาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของเยาวชนด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจ ขั้นที่สี่ทำกิจกรรมในรูปแบบพัฒนาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนและให้เยาวชนร่วมพัฒนาเพื่อนๆ และเครือข่ายของเยาวชนในชื่อเรียกว่าโครงการเพื่อนช่วยเพื่อน ในขั้นตอนนี้เด็กกลุ่มที่มีพฤติกรรมแรงๆ ก็จะได้รับการใส่ใจและให้ความสำคัญในการปรับเปลี่ยนพัฒนาจนกระทั่งเมื่อได้ใจเด็กและเยาวชนเหล่านี้แล้วพวกเขาจะกลับกลายมาเป็นพลังสำคัญในการพัฒนากลุ่มเพื่อนและรุ่นน้องของเขารวมถึงการบอกเล่าประสบการณ์ของตนเองไม่ให้เด็กรุ่นหลังเข้ามาเดินในเส้นทางเสี่ยงไม่ว่าในรูปแบบของการที่จะตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมหรือการกระทำให้ผู้อื่นกลายเป็นเหยื่อของความรุนแรง

 และขั้นตอนสำคัญที่เป็น บทบาทหลักที่ตำรวจจำเป็นต้องทำอย่างเข็มงวดมากกว่าที่จะใช้อำนาจกระทำกับเด็กก็คือ โครงการกำจัดพื้นที่เสี่ยงเพิ่มพื้นที่บวก หมายความว่าตำรวจจะทำการควบคุมสถานประกอบการ ร้านเกม ร้านจำหน่ายสุรา สถานบันเทิง แหล่งการพนันต่างๆ เพื่อมิให้เยาวชนเข้าถึงพื้นที่เหล่านั้น ขอเน้นย้ำว่าเป็นการควบคุมผู้ใหญ่ ที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกิจสถานประกอบการต่างๆ ที่เอื้อ ล่อ หรือดึงดูดใจให้เยาวชนเข้าไปใช้พื้นที่เหล่านี้ในการสร้างความสุขที่ฉาบฉวย ในขณะเดียวกันตำรวจและภาคีเครือข่ายที่ตำรวจได้สร้างความร่วมมือไว้ในขั้นตอนที่สามนั้น ก็ได้ทำการสร้างพื้นที่บวกให้แก่เยาวชนในการสร้างพื้นที่กิจกรรมนันทนาการต่างๆ เพื่อสร้างความสุข คลายเครียด ลดปัญหาความสัมพันธ์ในการดำเนินชีวิตกับคนในครอบครัว กลุ่มเพื่อนหรือคนในชุมชน

 ผลของการดำเนินโครงการนอกเหนือจากการทำให้พื้นที่จังหวัดจันทบุรีสามารถลดสถิติอาชญากรรมในกลุ่มเยาวชนลงได้แล้วนั้น ทีมตำรวจของท่านรองผู้บัญชาการฯ อิทธิพลยังดำเนินการแก้ปัญหาถึงรากเหง้าของปัญหาอย่างแท้จริงและสร้างความยั่งยืน โดยการประสานงานกับแรงงานจังหวัดเพื่อหางานให้เยาวชนทำ ส่งเยาวชนกลับเข้าเรียนหนังสือ จนเด็กและเยาวชนรับรู้ว่าตำรวจเป็นญาติของพวกเขา จนกระทั่งเมื่อวันพ่อที่ผ่านมาเด็กที่เคยแรงทั้งหลายถามหาลุงผู้การฯ เพื่อจะไปกราบพร้อมกับบอกว่าลุงผู้การฯ คือพ่อคนหนึ่ง โครงการดีๆ แก้ปัญหาที่รากเหง้าซึ่งไม่ได้ใช้วิถีอำนาจมาจัดการกับเด็กเช่นนี้น่ายกย่องสรรเสริญ ถึงแม้จะต้องใช้พลังปัญญา พลังกาย และพลังใจอย่างมาก แต่ก็ไม่เกินศักยภาพตำรวจไทยมิใช่หรือ?

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข