ข่าว

จากมาตรการห้ามเด็กออกนอกบ้านฯถึงไม้เรียว

จากมาตรการห้ามเด็กออกนอกบ้านฯถึงไม้เรียว

19 ม.ค. 2554

ในช่วงวันเด็กคาบเกี่ยวถึงวันครูปีนี้ มีเรื่องที่เกี่ยวกับเด็กและครูซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอยู่สองเรื่อง เรื่องแรกคือเรื่องมาตรการจำกัดเวลาออกนอกเคหสถานของเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ตามแนวคิดของตำรวจนครบาล กับอีกเรื่องหนึ่งคือการลงโทษนักเรียนด้วยไ

 ในเรื่องแรกนั้น แม้ทางตำรวจจะหวังดีและเห็นว่าเป็นวิธีหนึ่งในการป้องกันและคุ้มครองเด็กจากอบายมุข และสิ่งยั่วยวนใจ รวมทั้งอาชญากรรมต่างๆ ด้วยการห้ามไม่ให้เด็กออกมาอยู่นอกบ้านหลังเวลาสี่ทุ่ม แต่เรื่องนี้เอาเข้าจริงแล้วน่าจะมีปัญหาในทางปฏิบัติ เพราะสภาพการณ์ของบ้านเมืองในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จนทำให้เวลากลางคืนสั้นลง รวมทั้งเรื่องกิจกรรมต่างๆ ของเด็กและเยาวชนเอง ที่กว่าจะเสร็จและเดินทางกลับบ้านได้ก็อาจจะใกล้เคียงกับเวลาที่ทางตำรวจกำหนด ซึ่งก็จะทำให้เกิดความไม่สะดวกหลายประการและความหวังดีของตำรวจก็อาจจะไม่ได้ผลอย่างที่ควรจะเป็น ตามความเป็นจริงแล้ว ตำรวจน่าจะมุ่งไปที่เป้าหมาย เช่นผับ ร้านเหล้า สถานบันเทิงยามราตรี ร้านเกม หรือแหล่งมั่วสุมต่างๆ ของเยาวชน รวมทั้งท้องถนนที่เด็กแว้นเด็กสก๊อยใช้เป็นที่ประลองความเร็วกันมากกว่าจะใช้วิธีเหวี่ยงแห เพราะหากเด็กและเยาวชนไปอยู่ตามสถานที่เหล่านั้นในยามวิกาล ข้อกำหนดและบทลงโทษก็มีอยู่แล้ว ตำรวจเพียงแต่ทำหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่อย่างเคร่งครัดก็น่าจะเพียงพอ

 สำหรับไม้เรียวนั้นถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่า แต่ก่อนอื่นเราอาจจะต้องตั้งคำถามถามตัวเองว่าการลงโทษเด็กด้วยไม้เรียวเป็นเรื่องเกินเลยหรือไม่ และวิธีลงโทษอย่างอื่นเช่นการว่ากล่าวตักเตือน ให้ทำกิจกรรม เป็นสิ่งที่เหมาะกับพฤติกรรมของเด็กไทยหรือไม่ ผมเชื่อว่าเด็กนักเรียนไทยรุ่นก่อนนั้นต้องเจอฤทธิ์ไม้เรียวมาแล้วด้วยกันแทบทั้งนั้น แต่การถูกตีด้วยไม้เรียวอย่างมีเหตุมีผลอันสมควร และเป็นการตีเพื่อลงโทษหรือสั่งสอนโดยผู้ตีไม่ได้ใช้อารมณ์ส่วนตัวนั้น ไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ป่าเถื่อนหรือเป็นการบ่มเพาะนิสัยนิยมความรุนแรงอย่างที่บางท่านเป็นกังวล ผมคิดว่าปัญหาสำคัญเรื่องนี้อยู่ที่ความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และจิตสำนึกของคนที่เป็นครู หากครูและนักเรียนต่างก็รู้สถานะของตนและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน รวมทั้งครูเองมีความปรารถนาดีต่อศิษย์ ไม้เรียวก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่แต่อย่างใด

 ปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยเวลานี้ น่าจะอยู่ตรงที่เรายังไม่สามารถปรับความคิดและวัฒนธรรมที่รับมาจากต่างประเทศให้เข้ากันได้สนิทกับลักษณะนิสัยและวัฒนธรรมแบบไทย การที่จะนำข้อกำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างของต่างประเทศมาใช้บ้างนั้น ควรจะต้องคำนึงถึงสภาพของสังคม และการปูทางสร้างวัฒนธรรมใหม่แก่คนในสังคมด้วย เช่น การฝึกหัดให้เด็กเป็นคนมีวินัย เคารพกฎกติกา มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น หากทำผิดก็กล้ารับผิด และมีเหตุมีผล ครูเองก็ต้องยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง มีความภูมิใจในวิชาชีพ หมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และมีวุฒิภาวะทางจิตใจและอารมณ์ ซึ่งหากทั้งนักเรียนและครูบรรลุเงื่อนไขเหล่านี้กันได้ ก็แทบจะไม่ต้องมีการกำหนดบทลงโทษนักเรียนเลยก็ยังได้

 ส่วนการที่เด็กจะมีนิสัยก้าวร้าวหรือนิยมความรุนแรงนั้น ไม่ได้เกิดจากไม้เรียวเสมอไปหรอกครับ แต่น่าจะเกิดจากพฤติกรรมของผู้ใหญ่ทั้งการชุมนุมตามท้องถนนและการประชุมในสภาผู้แทนราษฎรที่เด็กได้เห็นกันเป็นประจำมากกว่า