
ปิดตำนานคู่หู "รัก-ยม"
"ผมใช้สมอง ผมไม่ใช้สตางค์ และผมก็ยังหลับตานึกไม่ออกว่า ที่เแอ็กๆ กันอยู่นี่ ในสภาคุณจะพูดอะไร ไปข้างนอกเห็นนั่งเงียบกริบ ก็ฟังผมพูดทั้งนั้น พอมาวันดีคืนดี ได้รับเงินทองมาหน่อย มาด่าผม ไม่ยุติธรรมหรอก หัวใจผมทำด้วยเนื้อนะ ไม่ใช่เหล็ก" ถ้อยแถลงเปิดใจของ "ร
คำประกาศยืนยันไม่ร่วมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้หลังจาก "ทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกรัฐมนตรี มอบความไว้วางใจให้แก "มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์" ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เป็นผู้นำการอภิปราย
ต่อให้ "ทักษิณ" โทรศัพท์มาร้องขอให้ช่วย "สารวัตรเหลิม" ก็คงไม่หันกลับ เพราะประกาศชัดเจนว่า "ผมเป็นลูกพรรค เป็นเพื่อน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ไม่ใช่ลูกน้อง การอภิปรายครั้งนี้ถึงอย่างไรก็คงไม่ร่วมด้วย"
ถือว่าสัมพันธ์ระหว่าง "ทักษิณ-ร.ต.อ.เฉลิม" จะไม่เหมือนเดิม เหมือนที่อดีตภรรยาทักษิณ "คุณหญิงอ้อ" พจมาน ณ ป้อมเพชร เคยเรียกทั้งคู่ว่า "คู่หูรัก-ยม" ที่ทะเลาะกันอย่างไรก็ตัดกันไม่ตายขายกันไม่ขาด
แต่ครั้งนี้หลังจาก "ทักษิณ" เลือก "มิ่งขวัญ" เป็นผู้นำอภิปรายถือเป็นจุดแตกหัก โดยเฉพาะการปล่อยเด็กในสังกัดมาเตะตัดขายิ่งทำให้ "สารวัตรเหลิม" ถึงจุดเดือด
"ผมอดทนมามากนะอยู่ในพรรคนี้ อะไรผมก็ไม่เคยพูด นึกว่าผมไม่รู้หรือว่าไปจ่ายตังค์กันชั้นไหน นึกว่าผมไม่รู้เหรอว่าที่สภาใครจ่ายเงิน ผมรู้ทั้งนั้น แต่เมื่อคุณมีมาก คุณใช้ไป ผมไม่ว่า ใครมาจ่ายอะไร ผมรู้หมด แต่อย่าทำลายกัน เพราะผมไม่ได้เป็นอุปสรรคในพรรค..." สารวัตรเหลิม กล่าวด้วยน้ำเสียงขึงขัง
ประกอบกับมีปัจจัยทางการเมืองมาบวกทำให้ "สารวัตรเหลิม" คิดว่าอนาคตพรรคเพื่อไทยในทางการเมืองอยู่ต่อไปเส้นทางการเมืองก็ไม่เติบโต
"พรรคเพื่อไทยวันนี้อยู่ในพื้นที่อันตรายนะ คุณไม่ได้เกินกึ่งหนึ่ง คุณจำไว้เลย ไม่ได้ตั้งรัฐบาล คุณได้เกินกึ่ง แต่ถ้า กกต.ไม่รับรอง คุณได้มากอาจมีการเปลี่ยนแปลง" ถ้อยแถลงของ "สารวัตรเหลิม" ได้มองถึงเส้นทางของพรรคเพื่อไทยในอนาคตจากนี้ไว้แล้ว โอกาสเป็น "รัฐมนตรี" แถบไม่มีหากเลือกตั้งชนะเสียงไม่ขาดเส้นทางการจัดตั้งรัฐบาลแทบไม่มี
ขณะที่ "ทักษิณ" เองก็คิดว่า "สารวัตรเหลิม" คงไม่กล้าลาออกจากพรรค เพราะที่ผ่านมา "สารวัตรเหลิม" ก็เคยเจอเด็กๆ ในสังกัดแกนนำคนอื่นในพรรค "แขวะ" บ่อยครั้งก็ยังทนอยู่ได้...ครั้งนี้ก็คงเช่นกัน
สาเหตุหนึ่งที่ "ทักษิณ" ตัดสินใจชู "มิ่งขวัญ" นอกจากมี "ปัจจัย" จุนเจือ ส.ส.ในพรรคแล้ว ยังเคยให้การสนับสนุนการเคลื่อนไหวของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ที่เรียกร้องเอาทักษิณกลับบ้าน ขณะที่ "สารวัตรเหลิม" นอกจากไม่เคยสนับสนุนทั้งด้านการเงินแล้ว ยังไม่เคยแม้กระทั่งแวะเวียนไปใกล้เวทีของ "กลุ่มคนเสื้อแดง"
นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ "ทักษิณ" ไม่พอใจท่าทีของ "สารวัตรเหลิม" ถึงขั้นพูดทำนองว่า "พวกขี้ขลาดไม่ต้องขึ้นเวที" แล้วมีหรือที่ "สารวัตรเหลิม" จะไม่รู้ว่า "ทักษิณ" หมายถึงใคร?
แต่ถ้าหาก "สารวัตรเหลิม" ขึ้นเวทีเสื้อแดงในวันนั้น ชีวิตการเมืองในวันนี้คงแทบไม่ต่างจาก "จตุพร พรหมพันธุ์" ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย จะไปทางไหนต้องตกเป็นเป้าของหน่วยงานความมั่นคง
ข้อเสนอ 3 ข้อ ของ "สารวัตรเหลิม" ที่เสนอต่อคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่เสนอ 1.ขายทักษิณต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า เพราะการตัดสินใจอยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ คนเดียว ในพรรคไม่มีใครตัดสินใจได้ 2.ปรับโครงสร้าง กทม.ทั้ง กทม.ชั้นนอก ชั้นในและย่านฝั่งธนฯ โดยกระจายความรับผิดชอบให้ชัดเจน 3.เอกภาพภายในพรรคต้องชัดเจนไม่ใช่รับเงินใครมาแล้วมาด่าฝ่ายตรงข้าม
โดยยื่นเงื่อนเวลาให้ "คณะกรรมการยุทธศาสตร์" และ "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณาเป็นเวลา 3 เดือน ก่อนตัดสินใจจะยุติบทบาททางการเมือง หรือลาออกไปสังกัด "พรรครักประเทศไทย" ของ "ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์"
"ผมคิดว่าจะคุยกับคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ และก็จะคุยกับ ดร.นิติภูมิ นวรัตน์ และคนที่เขาอยากลงกรุงเทพฯ และถูกสกัดกั้น ถ้าจะมาเล่นการเมืองกัน ผมสามคน เมื่อตอนผมลงผู้ว่าฯ กทม.ได้ 1.7 แสนคะแนน ดร.นิติภูมิ ลง ส.ส.ได้ที่นั่ง นายชูวิทย์ได้ 3.38 แสนคะแนน เมื่อรวมกัน มันก็ไปได้ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผมก็จะขอดูท่าทีของพรรคเพื่อไทย ถ้าปฏิเสธแนวคิดที่ผมบอก นั่นก็เป็นเรื่องที่ตัดสินใจง่ายขึ้น"
แสดงว่า "สารวัตรเหลิม" ได้วางเส้นทางการเมืองในอนาคตของตัวเองไว้แล้ว เงื่อนไขที่เสนอให้แก่พรรคเพื่อไทยเป็นเพียงช่องทางเดินออกจากพรรคเพื่อบัวไม่ให้ช้ำ น้ำไม่ให้ขุ่น
การเคลื่อนไหวของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ในกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้คะแนนนิยมของ ส.ส.พรรคเพื่อไทยได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะ ส.ส.เหล่านี้ไม่เคยแสดงให้ประชาชนคนกรุงเทพฯ เห็นว่า คัดค้านการเคลื่อนไหวของคนกลุ่มเสื้อแดงที่เกิดขึ้นเดือนละ 2 ครั้ง
ขณะเดียวกันปัญหาการแย่งชิงการนำภายในพรรคก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งแต่ก็ยังหาข้อยุติไม่ได้ ถ้าถามว่าการตัดสินใจขึ้นอยู่กับใคร คำตอบคือ "ทักษิณ" สิ่งที่พากันแย่งชิงแทบไม่มีความหมาย เพราะสถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยในขณะนี้ ไม่ต่างอะไรกับสมบัติที่ไม่มีจะแบ่ง แต่ทุกคนยังพยายามแย่งชิงกันเป็นเจ้าของ
แล้วมีหรือคนอย่าง "สารวัตรเหลิม" จะอ่านเกมนี้ไม่ออก!
สมถวิล เทพสวัสดิ์



