
ได้เวลาทำงานเชิงรุก
รัฐบาลของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายเร่งด่วนให้แก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ดำเนินการป้องกันอาชญากรรมโดยมีเป้าหมาย ลดการเกิดอย่างน้อย 20% และสนับสนุนงบประมาณจากงบกลางให้อย่างเต็มที่
ปัญหาในเรื่องการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเติมรถยนต์ และรถจักรยานยนต์สายตรวจ ที่หัวหน้าสถานีตำรวจทั่วกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ใช้เป็นข้ออ้าง ในการจัดสายตรวจสำหรับงานป้องกันอาชญากรรม ทำได้ไม่เต็มที่ตามแผนงานของหน่วย คงหมดไปคราวนี้
ดังนั้น ในช่วงที่รัฐบาลกำหนดกรอบเวลา สำหรับการประเมินผลงานของ สตช.ในเรื่องดังกล่าว จึงเป็นการวัดขีดความสามารถของหน่วยงานในสังกัด สตช. ที่มีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม และเป็นการพิสูจน์ศักยภาพของผู้นำหน่วยงานเหล่านี้ ในระดับผู้บังคับการขึ้นไปจนถึงตัวผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ว่าที่แต่งตั้งผู้นำหน่วยกันมานั้น มันถูกต้องหรือไม่ เกิดประโยชน์แก่องค์กรตำรวจ แก่ประชาชน และประเทศชาติอย่างไร?
การแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับหัวหน้าหน่วยภายใน สตช.แม้กฎ ก.ตร.จะมีข้อกำหนดให้กระทำปีละ 1 ครั้งเป็นกรณีในเรื่องการแต่งตั้งโยกย้าย ตามวาระปกติประจำปี
แต่ถ้าเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่หรือการบริหารงานตามนโยบายของรัฐบาล หากมีการ ประเมินผลงาน ประเมินศักยภาพ การนำหน่วยแล้วเกิดต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน หรือ ไม่มีประสิทธิภาพ และ ไม่เกิดประสิทธิผลตามที่นายกรัฐมนตรี สั่งการ
สมควรให้มีการปรับเปลี่ยนผู้นำหน่วยนอกวาระประจำปีได้
โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาของ สตช. ไม่ว่าจะเป็น ผบ.ตร. ,รอง ผบ.ตร. ,ผู้บัญชาการฯ. ลงไปถึงผู้บังคับการฯ ทางรัฐบาลควรต้องประเมินผลการปฏิบัติหน้าที่ทุกไตรมาส จะเป็นการดี
อย่าปล่อยให้ผู้บังคับหน่วยบริหารหรือทำงานกันไปตามบุญตามกรรม แบบสบายๆ
ถึงเวลาต้อง ไขลาน ให้ทำงานในเชิงรุกในทุกหน้าที่ ทุกภารกิจ ซึ่งมีรอง.ผบ.ตร. รับผิดชอบอยู่ กันได้แล้ว
หากแต่ยังเอาแต่นั่งๆ นอนๆ ไปวันๆ ก็ควรถึงเวลาปัดฝุ่นตำแหน่งประจำ สตช. มาใช้กันบ้าง!!
คมพิทักษ์ราษฎร์



