ข่าว

บีโอไอเหนือเผยญี่ปุ่นแห่ลงทุนกว่า11โครงการ

บีโอไอเหนือเผยญี่ปุ่นแห่ลงทุนกว่า11โครงการ

18 ม.ค. 2554

บีโอไอเหนือเผยแนวโน้มการลงทุนทั้งไทย-ต่างชาติปี 54 สดใส จับตานักลงทุนญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมาไทยเหตุเงินเย็นแข็งค่าต่อเนื่อง ขณะที่สรุปภาวะการลงทุนปี 53 อนุมัติเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 24.05 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้นจากปี 52 กว่า 68.29% เผยต่างชาติลงทุนได้รับกา

 นายสมมาตร ตั้งสกุล ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมการลงทุนภาคที่ 1 (บีโอไอ) เปิดเผยว่า แนวโน้มการลงทุนของภาคเหนือในปี 2554 คาดว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยขนาดของโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนจะเป็นโครงการขนาดกลางและขนาดเล็ก เป็นโครงการด้านเกษตรอุตสาหกรรมเป็นหลัก รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมผลิตผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก ส่วนการลงทุนของต่างชาติคาดว่าจะเป็นการขยายการลงทุนและมีการลงทุนใหม่เช่นเดียวกัน จะเป็นอุตสาหกรรมการแปรรูปชิ้นส่วนโลหะ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป และชิ้นส่วนพลาสติก

 ตอนนี้น่าจับตามองนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เพราะค่าเงินเยนที่แข็งค่าขึ้นและการบริโภคภายในประเทศลดลงต่อเนื่องในรอบ 10 ปี เชื่อว่าจะทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้น และพื้นที่ภาคเหนือเองก็เป็นคลัสเตอร์ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้ว และนักลงทุนญี่ปุ่นเองก็ยังมีความไว้วางใจและเชื่อมั่นศักยภาพแรงงาน จึงคาดว่าจะมีทั้งการขยายโรงงานและการลงทุนใหม่

 ส่วนภาวะการลงทุนของภาคเหนือ 17 จังหวัดปี 2553 มีมูลค่าการลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมเพิ่มขึ้น โดยมีจำนวนโครงการขอรับการส่งเสริมการลงทุน 106 โครงการ น้อยกว่าปี 2552 ที่มีจำนวน122 โครงการ แต่มูลค่าการลงทุนเพิ่มมากขึ้นเป็น 47,973.9 ล้านบาท จากปี 2552 มีมูลค่าการลงทุน 39,670.4 ล้านบาท สำหรับอุตสาหกรรมที่นักลงทุนให้ความสนใจยื่นขอรับการส่งเสริมมากที่สุดคือ อุตสาหกรรมการเกษตรและผลิตผลทางการเกษตรจำนวน 30 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 11,368.3 ล้านบาท ในกิจการผลิตสิ่งปรุงแต่งอาหาร กิจการเลี้ยงไก่ ฯลฯ

 รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมเบา จำนวน 14 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1,061.6 ล้านบาท ทั้งในกิจการผลิตเลนส์ กิจการผลิตด้าย ฯลฯ และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวน 19 โครงการ มูลค่าการลงทุน 860.5 ล้านบาท

 นายสมมาตร กล่าวต่ออีกว่า โครงการที่ได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริมการลงทุนภาคเหนือมีจำนวน 95 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีจำนวน 61 โครงการ มูลค่าการลงทุนจำนวน 24,052.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีมูลค่า 5,895.7 ล้านบาท สาเหตุที่เพิ่มขึ้นสูงเนื่องจากนโยบายการส่งเสริมการลงทุนที่ออกมาใหม่ ทั้งนโยบายส่งเสริมการลงทุนเอสเอ็มอี และการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นที่น่าสนใจต่อการลงทุนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมพลังงานทางเลือก

 สำหรับอุตสาหรรมที่ได้รับอนุมัติการส่งเสริมการลงทุนพบว่าอุตสาหกรรมการเกษตรและผลิตผลจากการเกษตรได้รับการส่งเสริมสูงสุดกว่า 29 โครงการ มูลค่ากว่า 3,417.2 ล้านบาท รองลงมาเป็นอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค 22 โครงการ มูลค่าการลงทุน 11,132.7 ล้านบาท รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าจำนวน 18 โครงการมูลค่าการลงทุนกว่า 4,530.4 ล้านบาท

 โครงการที่ได้รับการอนุมัติส่งเสริมในภาคเหนือที่เป็นของนักลงทุนไทยมีจำนวน 56 โครงการเพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีจำนวน 31 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1,512.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีมูลค่าการลงทุน 748.5 ล้านบาท ส่วนโครงการต่างชาติมีจำนวน 26 โครงการ เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีจำนวน 21 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 5,332.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ที่มีมูลค่าการลงทุนเพียง 945.1 ล้านบาท

 ขณะเดียวกันโครงการลงทุนของต่างชาติที่ได้รับการอนุมัติให้การส่งเสริมจะเป็นการลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นกว่า 11 โครงการ มูลค่าการลงทุนกว่า 2,950 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของกลุ่มเดิมที่ขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนโลหะ รองลงมาเป็นการลงทุนจากประเทศไต้หวันจำนวน 4 โครงการ มูลค่า 122 ล้านบาท เป็นการลงทุนในกิจการผลิตแถบตราเครื่องหมายสำคัญ กิจการเครื่องนุ่งห่ม กิจการขยายพันธุ์เห็ดนางรมหลวง 

 นอกจากนี้ ยังเป็นการลงทุนของประเทศเนเธอร์แลนด์จำนวน 3 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1,726.8 ล้านบาท สิงคโปร์ จำนวน 3 โครงการ มูลค่าการลงทุน 990.1 ล้านบาท สวิตเซอร์แลนด์ จำนวน 3 โครงการ มูลค่าการลงทุน 668.1 ล้านบาท รวมถึงประเทศเกาหลี เยอรมัน เดนมาร์ก ออสเตรเลีย สาธารณรัฐประชาชนจีน และแคนาดา