ข่าว

ครูครับ

ครูครับ

18 ม.ค. 2554

ตั้งแต่เริ่มได้รับอนุญาตให้ใช้พื้นที่ตรงนี้เขียนบทความ ผมพยายามหลีกเลี่ยงการเขียนถึงในเชิงการเมืองให้น้อยที่สุด และพยายามเขียนเน้นมุ่งไปที่เรื่องราวทางธุรกิจการตลาด เพราะรู้ดีว่าการเมืองในประเทศไทยเรานั้น เป็นเรื่องของคนเฉพาะกลุ่มที่รวมตัวกันเข้ามาหาผลปร

 กลุ่มไหนที่ไม่ได้ประโยชน์เพียงพอ ก็ออกมาทำท่าว่าอยู่เคียงข้างประชาชน แล้วด่าทอกลุ่มที่ครองอำนาจการปกครองการบริหารอยู่ แต่พอกลุ่มของตนเองได้รับผลประโยชน์จนพอใจหรือได้ครองอำนาจบ้าง ก็มีการกระทำไม่ต่างไปจากกลุ่มที่ตนเองเคยด่าว่าเอาไว้ กลุ่มที่หมดอำนาจก็ออกไปกระทำการในลักษณะคล้ายกันกับกลุ่มแรกเคยทำ ประชาชนเป็นเพียงแค่ตัวประกันที่ถูกจี้เอาปืนจ่อหัวมาเอ่ยอ้างเท่านั้น

 ข้อเขียนของผมวันนี้ก็ยังยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง แต่จะเขียนถึงเรื่องการศึกษาของไทยในช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา เพราะจากผลสำรวจล่าสุดที่เปิดเผยออกมาพบว่า เด็กไทยมีระดับไอคิวต่ำกว่าเด็กในประเทศเพื่อนบ้านเรือนเคียง จนทำให้ผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษาออกมาเต้นแร้งเต้นกากันยกใหญ่

 ทั้งที่ในแง่ความเป็นจริงผู้ที่ทำลายระบบการศึกษาของไทย ไม่ใช่คนอื่นคนไกลแต่เป็นคนในแวดวงการศึกษา ที่มีหน้าที่สร้างหรือกำหนดหลักสูตร ให้เด็กได้เล่าเรียนเพื่อสอบผ่านตามระดับชั้นนั่นเอง

 เด็กสมัยก่อนมีวิชาหน้าที่และศีลธรรมถูกกำหนดมาให้เป็นวิชาบังคับ สังคมสมัยก่อนจึงเติบโตมาภายใต้คนส่วนใหญ่ที่รู้จักว่าศีลธรรมที่ดีมีที่มาอย่างไร ต่างจากสังคมไทยสมัยนี้ที่วิชาศีลธรรมถูกยกเลิกจากระบบการเรียนการสอน แล้วหันไปสร้างวิชา สปช. เสริมสร้างประสบการณ์และวิชาชีพเข้ามาแทน คนในสังคมปัจจุบันจึงแข่งขันกันสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินและการเติบโตในวิชาชีพ โดยไม่สนใจวิธีการที่ได้มาซึ่งตำแหน่งหน้าที่และจำนวนทรัพย์สินที่หาได้

 ผู้ทำหน้าที่สอนหนังสือในปัจจุบันนี้ กลายเป็นผู้มีความรู้ในวิชาการที่จะสอน แต่ขาดจิตวิญญาณของครูที่ดี ว่าต้องใช้ทั้งพระเดชและพระคุณให้เหมาะสมอย่างไร จนถึงขั้นที่จะต้องสอบใบประกอบวิชาชีพครูกันแล้ว ทั้งที่สมัยก่อนคนที่จะมาเป็นครู ต้องผ่านการเรียนจากสถาบันที่เปิดสอนวิชาชีพครูเท่านั้น   

 แต่ผู้หลักผู้ใหญ่ในแวดวงการศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่ดำรงตำแหน่งในสถาบันที่สอนวิชาชีพครู เพียงแค่ต้องการขั้นตำแหน่งที่เลื่อนไหล ต้องการงบประมาณสำหรับบริหารจัดการด้วยตนเองมากขึ้น จึงจัดการเปิดสอนในวิชาที่ไม่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครู เพื่อให้มีปริมาณผู้เข้ามาศึกษามากๆ จะได้มีการจัดหาจัดจ้างคนมาสอนได้มาก และมีรายได้ส่วนตัวเพิ่มมากขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกด้วย การแก้ไขปัญหาเรื่องการศึกษาของไทยจึงเข้าตำราที่ว่า ยิ่งแก้ยิ่งยุ่งยิ่งแก้คนที่แก้ยิ่งได้ประโยชน์ แต่ผู้เรียนกลับเสียประโยชน์มากยิ่งขึ้นทุกครั้ง

 ครูในปัจจุบันไม่สามารถลงโทษเด็กนักเรียน ด้วยวิธีการดั้งเดิมที่เคยได้ผลได้อีกต่อไป ไม่สามารถลงโทษเด็กให้สอบตกต้องเรียนซ้ำชั้นได้ ไม่สามารถไล่เด็กที่เหลือขอให้ออกจากสถานศึกษาเพื่อไปหาที่เรียนใหม่ได้ เด็กจึงขาดความเคารพยำเกรงต่อครูผู้เป็นครูด้วยจิตวิญญาณ เพราะคิดว่าครูคือคนที่รับเงินค่าจ้างเพื่อมาทำหน้าที่สอนตนเองเท่านั้น  

 เด็กปัจจุบันจึงยกย่องสรรเสริญคนที่ทำหน้าที่รับจ้างสอนกวดวิชาให้ตนเอง มากกว่าครูที่ดูแลอบรมสั่งสอนทุกเมื่อเชื่อวันในโรงเรียน ความผิดอย่างนี้ถ้าจะหันไปกล่าวโทษเด็กเพียงอย่างเดียว หัวหงอกหัวดำในกระทรวงศึกษาธิการทั้งหลาย ก็อย่ามากล่าวอ้างว่าเป็นแสงเทียนที่ส่องนำทางให้แก่เด็กกันเลยนะครับ เพราะท่านทั้งหลายมีหน้าที่เพียงแค่จัดงานวันครูทุกวันที่ 16 มกราคม เท่านั้นเองครับ

พัฒนเดช อาสาสรรพกิจ