
ไม้เรียวธิปไตย
ข้อมูลจากสวนดุสิตโพล ในเรื่องของการใช้ไม้เรียวในโรงเรียนนั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจ (เว็บไซต์มติชน 15 ม.ค.54) เพราะมีข้อมูลหลายด้านที่ทำให้เราต้องมาคิดกันในเรื่องของการเรียนการสอนในประเทศไทย
เพราะที่ผ่านมาเมื่อพูดกันด้วยคำพูดที่สวยหรูว่า "การปฏิรูปการศึกษา" เรามักจะพูดกันแต่ในตัวเนื้อหาหลักสูตร หรือการขยายการศึกษาในเชิงสวัสดิการและการเข้าถึงการศึกษา
ในขณะที่เรื่องของการ "ลงโทษ" เด็ก ไม่มีการพูดคุยกันอย่างจริงจัง
ในข้อมูลโพลนั้น เมื่อพูดถึงหลักการของการลงโทษแล้ว ประชาชนเห็นด้วยกับการลงโทษเด็กโดยการใช้ "ไม้เรียว" ถึง 65.08% โดยให้เหตุผลว่า การลงโทษด้วยไม้เรียวมีมานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย เพื่อทำให้เด็กเกิดการหลาบจำ ไม่ออกนอกลู่นอกทาง แต่จะต้องใช้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ไม่ใช่ตีพร่ำเพรื่อ มีการกำหนดขนาดมาตรฐานของไม้เรียว ฯลฯ และไม่เห็นด้วย 18.93% เพราะอาจส่งผลกระทบทางด้านจิตใจเด็ก ทำให้เด็กกลัว ไม่อยากมาโรงเรียน ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เป็นการใช้ความรุนแรง ควรใช้เหตุผล พูดคุย และการลงโทษแบบอื่นจะดีกว่า ฯลฯ และรู้สึกเฉยๆ 15.99% เพราะสมัยนี้จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมของเด็กและครูบางคนต่างก็ไม่เหมาะสมพอๆ กัน
ในข้อมูลส่วนอื่นๆ ก็มีที่น่าสนใจอยู่มาก อาทิ 48.19% มองว่าตัวคลิปการลงโทษที่แพร่ตามเว็บนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ขณะที่ 19.88% มองว่าการลงโทษแบบนี้มีมานานแล้ว แต่ต้องควบคุมให้ถูกต้องเหมาะสม 18.24% มองว่าผู้บริหารควรควบคุมเรื่องการลงโทษอย่างใกล้ชิด และ 13.69% อยากรู้ข้อเท็จจริงมากกว่าด่วนสรุปจากคลิป
ขณะที่โดยรวมแล้ว มองเห็นทั้งผลดี คือทำให้เด็กหลาบจำ ไม่กล้าทำผิดซ้ำอีก 52.03% และมองเห็นผลเสีย ว่าส่งผลต่อจิตใจทำให้เด็กกลัว อายเพื่อน 44.57%
ผมแอบรู้สึกมีความหวังว่า สังคมของเรามีวุฒิภาวะมากขึ้น ไม่ใช่ที่ส่วนของการเห็นด้วยว่าควรใช้ไม้เรียว แต่เป็นส่วนของการที่มองเห็นว่ามันมีทั้งผลดีและผลเสีย และแม้ว่าจะเห็นด้วยก็ตาม แต่อย่างน้อยก็มองเห็นความแตกต่างทางความคิดในสังคม
ผมอยากชี้ให้เห็นเรื่องนี้เพราะว่าไม่อยากรีบสรุปในเชิงวัฒนธรรมการเมืองว่า คนไทยนั้นยังมีวัฒนธรรมอำนาจนิยม และยังไม่พ้นวิธีคิดเรื่องรักวัวให้ผูกรักลูกให้ตี
แต่อยากชี้ให้เห็นว่าเรื่องเหล่านี้น่าจะนำไปสู่เรื่องของการตั้งหลักคิดทั้งในเรื่องของสิทธิเสรีภาพของเด็ก (ซึ่งคนอื่นคงจะพูดไว้มากอยู่) และเรื่องของการบริหารจัดการการศึกษาที่ผู้ปกครองควรจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น มากกว่ามองเรื่องโรงเรียนในแง่ของผู้บริหาร
ในประเทศของเรานั้น มีการพูดถึงการถ่ายโอนภารกิจให้การศึกษาขึ้นกับท้องถิ่น แต่เอาเข้าจริงก็ไปบ้างไม่ไปบ้าง ทั้งที่เรื่องที่ควรจะคุยกันก็คือในท้องถิ่นนั้นจะมีโครงสร้างการบริหารจัดการเรื่องของโรงเรียนอย่างไร ที่ไม่ใช่แค่เรื่องของการบังคับบัญชาและงบประมาณ
ในบางประเทศนั้น การบริหารโรงเรียนนั้นเป็นเรื่องของท้องถิ่น แต่ท้องถิ่นไม่ใช่องค์การปกครอง แต่หมายถึงเขตการศึกษาที่มีประชาชนในพื้นที่เข้ามาลงสมัครเลือกตั้งแข่งขันกัน ทั้งตรวจสอบและตัดสินใจทิศทางการศึกษาในพื้นที่
สิ่งนี้น่าจะเป็นการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน ท้องถิ่น แล สมาคมผู้ปกครองในพื้นที่ ที่มีมากกว่าเรื่องของการขอบริจาค และการถกเถียงกันว่าหน่วยงานส่วนกลาง หรือหน่วยงานส่วนท้องถิ่นดูแลการศึกษาได้ดีกว่ากัน



