ข่าว

อุตสาหกรรมสงคราม

อุตสาหกรรมสงคราม

18 ม.ค. 2554

ความตายของครูมาโนช ชฎารัตน์ ก่อนวันครู และ 8 ปีจากเหตุการณ์ปล้นปืนกองพันทหารพัฒนา ที่ อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส อันเป็นสารตั้งต้นของปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ต่อเนื่องมานับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ เป็นหลักฐานสำคัญว่าการแก้ปัญหาภาคใต้นั้น ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้

งบประมาณดับไฟใต้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2548-ปัจจุบัน ไม่รวมงบประเภทเงินเดือน ค่าตอบแทนข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ งบเยียวยาผู้สูญเสียและครอบครัว งบไทยเข้มแข็ง รวมทั้งงบจัดซื้อยุทโธปกรณ์ อยู่ที่ 1.45 แสนล้านบาท กล่าวได้ว่าในแต่ละปีรัฐบาลตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไปจำนวนมหาศาล ในขณะที่เมล็ดพันธุ์ความชั่วร้ายจากการทุจริต คอรัปชั่น ก็เติบโตเบ่งบาน เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ที่มีความไม่สงบเป็นปัจจัยและเงื่อนไข

 นายอัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง นักวิชาการด้านสันติวิธี อธิบายว่า งบประมาณจำนวนมหาศาลที่ทุ่มลงมา ถึงมือชาวบ้านน้อยมาก ทั้งโครงการจัดซื้อ จัดจ้างของรัฐยังมีปัญหาเรื่องความไม่โปร่งใส หลายโครงการ มุ่งผลทางการเมืองของรัฐบาลมากกว่าแก้ปัญหาในพื้นที่ ข้อสังเกตของนายอัฮหมัด มิใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นประเด็นที่รู้เห็นกันอยู่แล้วเป็นปกติในพื้นที่ เพียงแต่ยังคิดกันอยู่ว่า ภารกิจในการจัดการกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่ ที่มีเป้าหมายในการแบ่งแยกดินแดนนั้น เป็นภารกิจหลักที่ต้องให้การสนับสนุนกองทัพ ตำรวจ และเจ้าหน้าที่รัฐต่อไป โดยหารู้ไม่ว่า อาจจะเป็นคนอีกกลุ่มหนึ่งในกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐเอง หนึ่งที่พยายามเติมเชื้อไฟให้ลุกโชนต่อไป ทั้งที่พรรคการเมืองที่มีอำนาจอยู่ขณะนี้ น่าจะรู้สถานการณ์ที่แท้จริงมากที่สุด และคาดหวังได้มากที่สุด

 เราเคยคาดหวังกันว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ จะเป็นอัศวินม้าขาว เข้ามากู้สถานการณ์ เนื่องจากเป็นเจ้าของพื้นที่ มีความสัมพันธ์กับชาวบ้านมาต่อเนื่องยาวนาน และแสดงราคาความเป็นผู้ “รู้จริง” มาเนืองๆ ระหว่างที่รอเวลาเป็นรัฐบาล ตลอดห้วงระยะเวลาที่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ต้องเผชิญกับสภาพบ้านป่าเมืองเถื่อน แต่แล้วเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ได้ครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ ปัญหาภาคใต้ก็มิได้ลดน้อยถอยลง ซ้ำร้ายกลับทวีความรุนแรงมากขึ้น ยุทธวิธีของผู้ก่อการร้ายเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จากการระเบิดสถานบันเทิง ระเบิดหม้อแปลงไฟฟ้า การระเบิดลวงให้เข้าไปเก็บกู้ แล้วระเบิดซ้ำ ฝังถังดับเพลิงไว้ใต้พื้นถนนที่รถสัญจรไปมา กลับมาที่คาร์บอมบ์ซึ่งเป็นยุทธวิธีหลักในการทำลายล้างฝ่ายตรงข้าม และเลือกยิงหัวทีละนัด ทีละคนโดยที่การข่าวของทหารไม่รู้ล่วงหน้าเลยหรือ

 มองในมิติความล้มเหลวในด้านการปราบปราม ฝ่ายผู้ก่อการร้ายได้กุมสภาพการนำอย่างเต็มรูปแบบ ฝ่ายความมั่นคงได้แต่ตั้งรับ และนับศพทหาร ตำรวจ ประชาชน ที่จะต้องตายไปเป็นใบไม้ร่วงมิรู้ว่าจะสิ้นสุดวันใด ในขณะที่ปฏิบัติการของฝ่ายผู้ก่อการร้ายก็ก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ และหาได้ปิดลับจนไม่สามารถสกัดกั้นได้ เหตุใดสถิติความสูญเสียจึงมิได้ลดลง 7 ปีมีคนตายไปแล้วกว่า 4,000 ราย ในจำนวนนี้เกือบทั้งหมดเป็นชาวบ้าน ในขณะที่มีการฟ้องคดี 256 คดี เกือบครึ่งหนึ่งศาลพิพากษายกฟ้อง ซึ่งเท่ากับไปสนับสนุนความเชื่อวิธีการจับกุมผู้กระทำความผิดด้วยวิธีเหวี่ยงแห หรือการเลือกใช้วิธีการ “อุ้ม” มากกว่าการพึ่งพากระบวนการยุติธรรม ถ้ารัฐบาลยังทุ่มเทงบประมาณลงไป โดยไม่คาดหวังหรือประเมินผลสัมฤทธิ์ ก็เสมือนหนึ่งการไปสนับสนุนอุตสาหกรรมสงคราม ที่มีเพียงคนกลุ่มเดียวได้รับประโยชน์