ข่าว

แกะรอย...มือยิงกัปตันสายยาเสพติด"ชี้เป้า"

แกะรอย...มือยิงกัปตันสายยาเสพติด"ชี้เป้า"

18 ม.ค. 2554

ภัยบนท้องถนนที่เพิ่งเกิดกับ ร.ท.พูลวิทย์ เรืองเดช กัปตันเครื่องบินสายการบินไทย หลังถูกกระสุนปริศนาขนาด 9 มม. ที่ลั่นไกออกมาจากรถโตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง กระสุนเข้าที่บริเวณสะบักซ้ายทันที

ขณะกำลังขับรถยนต์บีเอ็มดับเบิลยู รุ่น 525 สีเทา ทะเบียน 7 ศ 4253 เดินทางไปที่สนามบินนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อปฏิบัติภารกิจนำผู้โดยสารทั้งชาวไทยชาวต่างชาติหลายร้อยชีวิตเดินทางไปยังกรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ!!

 การสืบสวนหาตัวคนร้ายรายนี้ ชุดสืบสวนของ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผบก.สส.บช.น. และ พ.ต.อ.บรรลือศักดิ์ ขลิบเงิน ผกก.สส.บก.น.4 เริ่มแกะรอยจากคำให้การของผู้เสียหาย แล้วชุดสืบสวนก็ประสานงานไปยังบริษัทผู้ผลิตรถยนต์โตโยต้า ประจำประเทศไทย เพื่อประสานขอข้อมูลของรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ซึ่งเป็นรถยนต์ที่มีความต้องการของตลาด หากผู้ซื้อต้องการรถยนต์สีขาวต้องเสียเงินเพิ่มอีกเล็กน้อย ซึ่งบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ดังกล่าวให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยมอบข้อมูลผู้ที่ซื้อรถยนต์โตโยต้า รุ่นและสีดังกล่าวข้างต้นจากโชว์รูมโตโยต้าที่มีอยู่ทั้งหมดก็หลายร้อยคัน ผู้ซื้อบางรายซื้อเงินสด บางรายซื้อเงินผ่อนผ่านบริษัทไฟแนนซ์

 เบื้องต้นชุดสืบสวนพยายามคัดเลือกรถยนต์ที่ยังติดป้ายแดงในช่วง 2-3 เดือน ที่ผ่านมา และเน้นตรวจหาผู้ครอบครองที่มีบ้านพักอาศัยอยู่ย่านชานเมือง หรือในจังหวัดใกล้เคียง เช่น จ.สมุทรปราการ หรือ จ.ฉะเชิงเทรา จังหวะนี้เองที่สายลับยาเสพติดทีมสืบสวนของ พล.ต.ต.รณศิลป์ แจ้งข้อมูลมาว่า พอจะรู้ว่าใครคือผู้ครอบครองรถ หรืออาจเป็นผู้ก่อเหตุยิงกัปตันการบินไทยที่ตกเป็นข่าวโด่งดังเมื่อสัปดาห์ก่อนด้วย

 สายลับยาเสพติดให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้ต้องสงสัยน่าจะเป็นคนที่เคยรู้จักคือ "นาย ก" (นามสมมติ) ซึ่งเคยบอกว่าจะไปซื้อรถยนต์โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ที่โชว์รูมรถยนต์โตโยต้า สาขาประเวศ อีกทั้ง "นาย ก" ชอบยิงปืน และยังมีอาวุธปืนขนาด 9 มม.ด้วย

 เมื่อได้ข้อมูลเบาะแสที่สำคัญชิ้นนี้ ชุดสืบสวนของ บก.สส.บช.น. และชุดสืบสวนของ กก.สส.น.4 พร้อมชุดสืบสวนของ สน.ประเวศ ออกติดตาม "นาย ก" จนพบ แล้วเชิญตัวมาสอบสวนทันที

 "นาย ก" ยอมรับว่า มีอาวุธปืนขนาด 9 มม.จริง แต่ไม่ใช่ยี่ห้อกล๊อก และไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้น ส่วนรถยนต์ต้องสงสัยเป็นของสุภาพสตรีคนหนึ่ง (ขอสงวนชื่อนามสกุล) เป็นผู้ครอบครอง และผู้ต้องสงสัยในคดีนี้น่าจะเป็น นายณัฐพงษ์ ห้วยหงษ์ทอง อายุ 26 ปี เป็นคน อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี น้องเขยของผู้ครอบครองรถยนต์ต้องสงสัยคันดังกล่าว

 ชุดสืบสวนจึงออกติดตามสุภาพสตรีผู้ครอบครองรถยนต์ต้องสงสัย เพื่อเชิญตัวมาสอบสวน แต่การสอบสวนดูเหมือนจะไม่ได้ความร่วมมือเหมือนกลัวความผิด เมื่อชุดสืบสวนอธิบายจนเข้าใจ สุภาพสตรีรายนี้จึงยอมบอกว่า รถยนต์คันนี้น้องสาวและน้องเขยยืมไปใช้ ก่อนนำมาคืน แล้วก็บอกว่าให้เปลี่ยนป้ายแดงทะเบียนรถ เพราะเพิ่งไปยิงคนมา

 ชุดสืบสวนจึงขอตรวจยึดรถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ สีขาว ทะเบียนป้ายแดง จากบ้านหลังหนึ่งใน อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมทั้งเชิญ น.ส.ปิยะจินดา (ขอสงวนนามสกุล) ภรรยานายณัฐพงษ์ มาสอบปากคำ

 ภรรยานายณัฐพงษ์ ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยเล่าว่า วันเกิดเหตุยืมรถยนต์คันดังกล่าวจากพี่สาวไปเที่ยวที่ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ บางกะปิ โดยสามีเป็นผู้ขับขี่ และมีลูกอายุขวบเศษนั่งไปด้วย เมื่อออกมาจากห้างสรรพสินค้าก็เดินทางกลับบ้านที่ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา โดยใช้เส้นทางมอเตอร์เวย์ ฝั่งขาออก ระหว่างทางคล้อยหลับไปพร้อมกับลูก แต่ต้องสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจเมื่อได้ยินเสียงปืนหลายนัด จึงสอบถามนายณัฐพงษ์ และได้คำตอบว่า ถูกขับรถยนต์ปาดหน้าหลายครั้ง และก่อนหน้านี้ไม่เคยทราบมาก่อนว่านายณัฐพงษ์มีอาวุธปืนไว้ในความครอบครอง นอกจากนี้เขายังเป็นคนใจร้อนและหงุดหงิดง่าย 

 จากคำให้การทั้งหมดของผู้ที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ ข้อมูลการสืบสวนทั้งหมด และการตรวจสอบผู้ครอบครองอาวุธปืนขนาด 9 มม. ยี่ห้อกล๊อก เบื้องต้นยังตรวจสอบไม่พบว่านายณัฐพงษ์มีสิทธิ์ครอบครองอาวุธปืน อย่างไรก็ตาม ชุดสืบสวนประสานงานกับพนักงานสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมด เสนอผู้พิพากษาพิจารณา อนุมัติหมายจับนายณัฐพงษ์ในข้อกล่าวหาพยายามฆ่าผู้อื่นต่อไป

 แม้ขณะนี้ ยังไม่ทราบว่านายณัฐพงษ์หลบซ่อนอยู่ที่ใด แต่คดีนี้ ถือเป็นบทเรียนราคาแพง และเป็นอุทาหรณ์ของคนใจร้อนที่พกพาอาวุธปืน สุดท้ายก็หนีความผิดไปไม่พ้น!!