
จุดตายของใครบางคน
เริ่มปีใหม่มาได้ไม่กี่วันรัฐบาลก็ไล่บี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ลดตัวเลขอาชญากรรมทันที
พื้นที่แรกๆ คือกรุงเทพฯ ที่มี พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะผู้รับผิดชอบ ต้องเร่งกวาดล้างโจรผู้ร้ายเพื่อลดปัญหาให้ได้อย่างน้อย 20 เปอร์เซ็นต์
ภารกิจหนักจึงต้องเริ่มจากเยาวชนอายุไม่เกิน 18 ปี ที่มีตัวเลขก่ออาชญากรรมพอสมควร ด้วยการจำกัดไม่ให้ออกไปมั่วสุมตามแหล่งบันเทิงหรือที่อโคจรเกินสี่ทุ่ม
นโยบายนี้กำลังเร่งดำเนินการท่ามกลางกลุ่มสิทธิฯ ออกมาต่อต้าน
นอกจากปัญหาวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยงนี้แล้ว ยังมีปัญหายาเสพติดที่รัฐบาลเน้นการปราบปรามให้ชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์กำลังวิกฤติ ยาทะลักเข้ามาในประเทศมากมาย
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงถึงกับเรียกประชุมตำรวจทั่วประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เน้นย้ำการปราบปรามเป็นมาตรการนำ มุ่งตัดวงจรการค้าและแหล่งผลิตยา ตามลำดับ
หมายความว่า "สงครามยาเสพติด" ภาค 2 ต่อจากภาค พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่มีคนตายไปกว่า 2,500 คน กำลังเริ่มขึ้นอีกครั้ง
คำถามคือ ตำรวจจะเข้าไปกดดันกลุ่มผู้ค้า ผู้เสพและเครือข่ายอย่างไร ต้องงัดมาตรการเด็ดขาดขึ้นมาใช้อีกหรือไม่ หลังจากมีนายตำรวจหลายคนตกเป็นจำเลยจากยุคที่ผ่านมา
ถ้าไม่ใช่!! แสดงว่า สตช.เดินหน้าไม่เต็มสูบก็โดนข้อหาไม่สนองนโยบาย แต่หากเกิดความผิดพลาดในการปราบปราม ตำรวจต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบแน่นอนในฐานะผู้กุมกฎหมายและผู้ปฏิบัติ
นี่ยังไม่นับรวมอบายมุข ที่มีนายตำรวจระดับ ผกก.เซ่นไปแล้ว 2 ราย ฐานตบตาอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
วันมอบนโยบายรองฯ สุเทพยังส่งสัญญาณบางอย่างถึง สตช.ด้วย โดยเฉพาะเรื่องที่นายกฯ มีความกังวลเกี่ยวกับปัญหาอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
คล้ายๆ จะบอกว่าจนถึงวันนี้ปัญหาอาชญากรรมยังแก้ไม่ตก ยังลดไม่ได้
สัญญาณแบบนี้ หากย้อนหลังไปดูอดีตผู้นำที่ผ่านมาจะพบว่า เมื่อรัฐบาลจี้จุดบอดของตำรวจ ต้องรับรู้ว่าสถานะใครบ้างที่ต้องสั่นคลอน
บีบหัวใจเหลือเกิน!!
สตช.ร้อนตั้งแต่ต้นปี พร้อมกับกระแสเกิด "อัศวินม้าขาว" จะมารองรับศึกเลือกตั้ง ที่จะดุเดือดเลือดพล่านที่สุดในปีนี้ด้วย



