ข่าว

นานาทัศนะกับ "เคอร์ฟิวโจ๋"

นานาทัศนะกับ "เคอร์ฟิวโจ๋"

19 ม.ค. 2554

มีอันต้องหยิบนำมาตรการเก่าเก็บมาปัดฝุ่นอีกครั้ง เมื่อกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) เตรียมออกข้อห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ออกนอกบ้านหลังเวลา 22.00 น. โดยให้เหตุผลเพื่อต้องการคุ้มครองเด็กและเยาวชน ให้ห่างไกลจากปัญหาอาชญากรรมในทุกรูปแบบ ภายหลังจากมีเด็กวัย

 แม้จะส่งผลให้เด็กวัยรุ่นหลายคนออกอาการไม่พอใจอยู่บ้าง ขณะที่ผู้ปกครองหลายฝ่ายต่างออกมาขานรับ กับการใช้มาตราการดังกล่าวแบบไม่มีบิดพลิ้ว...ว่าแต่ครอบครัวของเหล่าเซเลบริตี้เขามีความคิดเห็นกับมาตรการดังกล่าวนี้กันอย่างไรบ้าง

 เริ่มด้วยคุณแม่ร่างเพรียว "น้อยหน่า" เพ็ญสุภา คชเสนี ที่กำลังฟูมฟักลูกสาวหน้าตาสวย "น้องหนูนวล" สาริษา วัย 17 ปี ให้อยู่ในกรอบที่เธอวางเอาไว้อย่างไม่มีผิดเพี้ยน แม้เธอจะเห็นด้วยอย่างยิ่งกับมาตรการดังกล่าว เพราะถึงแม้จะไม่ได้ผล 100 เปอร์เซ็นต์แต่จะเป็นการป้องกันไว้ก่อน ด้วยเธอมองว่าเด็กที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีนั้น ยังมีความเป็นเด็กอยู่มาก และเป็นวัยที่มีหน้าที่เรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว ดังนั้นการออกไปนอกบ้านหลังเวลา 22.00 น. นั้น เป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนด้วย 

 "จะว่าหน่าหัวโบราณก็ได้แต่พ่อกับแม่เลี้ยงมาแบบนี้ ตอนหน่าเด็กๆ พ่อจะบอกเสมอว่าข้างนอกมืดแล้วไม่สมควรออกจากบ้าน ซึ่งหน่าก็จำคำพูดของพ่อมาตลอด พอมีลูกเองก็รู้สึกว่าที่พ่อแม่สอนเรามานั้นเป็นความจริง เพราะ เด็กๆ ยังไม่มีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจหรือแก้ไขปัญหาอะไรเองได้ ที่สำคัญที่สุดเด็กต้องตั้งใจเรียนซึ่งเป็นหน้าที่ของเขา จริงๆ ผู้ใหญ่ควรจะมองให้เด็กเป็นเด็ก ให้เขาได้โตตามวัยของตัวเองอย่างไปเร่งให้เขาโต อย่างน้อยให้เขาได้เรียนหนังสืออย่างเต็มที่เพื่ออนาคตของเขาจะดีกว่า หน่าเชื่อว่าการที่เรามีกรอบเอาไว้ถือเป็นการป้องกัน และลดเปอร์เซ็นต์ที่จะทำให้คนดีกลายเป็นคนไม่ดีได้" คุณแม่หน่าแจกแจง

 มาถึงคุณพ่อลูกสาวสองคนอย่าง "อิ๊งค์" ม.ล.ภาสันต์ สวัสดิวัตน์ กล่าวว่า มาตราการที่กำลังจะนำมาบังคับใช้นั้น ยังไม่มีความชัดเจนสักเท่าไร หากเมื่อไรที่จะนำมาใช้เป็นข้อบังคับจริงๆ ควรจะแจกแจงรายละเอียดและกำหนดพื้นที่ให้ชัดเจนในทุกกรณี เพื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ไม่รู้สึกสับสนในการทำงาน  และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในภายหลังด้วย

 "ผมจะยังไม่บอกว่ามาตราการนี้ดีหรือไม่ดียังไง เพราะยังไม่มีตัวอย่างจากประเทศไหนมาเป็นกรณีศึกษา ให้เห็นผลลัพธ์ที่จะตามมาว่าใช้แล้วดียังไง ส่วนตัวเท่าที่ผมฟังจากข่าวผม อยากจะให้เจ้าหน้าที่กำหนดพื้นที่ สถานที่ ให้แน่ชัดก่อนว่าจุดไหนที่ไม่ควรให้เด็กออกไปมั่วสุมกัน เพื่อเจ้าหน้าที่เองจะได้ไม่เกิดความสับสนว่าจะจับหรือไม่จับ ยกตัวอย่างคอนเสิร์ตเกาหลีที่มาจัดในเมืองไทย แน่นอนว่าต้องมีเด็กๆ ที่ชื่นชอบต่ำกว่า 18 ปีแน่นอน ดังนั้นการไปดูคอนเสิร์ตกว่าจะเลิกเข้าใจว่าเลย 4 ทุ่มแน่ ถ้าในกรณีแบบนี้มาตรการนี้จะนำมาใช้ด้วยหรือเปล่าอันนี้ผมยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ภาพที่เห็นชัดๆ คงจะเป็นพวกแก๊งมอเตอร์ไซค์ที่มักจะชอบมารวมตัวกัน อันนี้ผมมั่นใจเลยว่าเด็กๆ ในกลุ่มนั้นต้องไม่มีใบขับขี่อย่างแน่นอน ดังนั้นมาตรการนี้ควรจะแยกให้เป็นกรณีที่ชัดเจนด้วย" ม.ล.ภาสันต์เน้นย้ำ

 ด้านนักศึกษาสาวปี 2 คณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "เอิน" ณัฐชยา ไกรฤกษ์ กล่าวว่า หากนำมาตรการนี้มาใช้น่าจะส่งผลดีในระดับหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันก็สามารถมองได้ว่า เป็นการปิดกั้นสิทธิส่วนบุคคลของพวกเขา แล้วเกรงจะเกิดภาวะกดดัน ซึ่งอาจจะทำให้เขาทำในสิ่งที่ไม่สมควรออกมา แต่ในความเป็นจริงหลังสี่ทุ่มถ้าหากออกไปนอกบ้านเพียงลำพัง นับเป็นช่วงเวลาอันตรายที่เด็กๆ ไม่ควรออกจากบ้านอยู่แล้ว

 "เด็กสมัยนี้เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก อาจจะเป็นเพราะสังคมของเราเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งเอินดูข่าวแล้วเห็นเด็กๆ วัยรุ่นมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมแบบนั้น มักจะทำให้คิดย้อนกลับมาถึงสมัยที่เราอายุเท่าเขาเสมอว่า ตอนที่เราอายุเท่านั้นกำลังทำอะไรอยู่ก็ไม่เห็นจะทำอะไรแบบนี้ แต่เด็กสมัยนี้โตเร็วขึ้นอยากรู้อยากลอง จนบางครั้งเขาทำอะไรไม่ทันได้คิดถึงผลที่จะตามมา ทำเพราะความสนุกคึกคะนอง" เอิน กล่าว

 ขณะที่ "น้องพลอย" จุฑามาศ มันตะลัมพะ รองอันดับ 1 มิสทีน ไทยแลนด์ 2010 วัย 18 ปี ให้ความเห็นในเรื่องนี้ว่า มาตรการดังกล่าวมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัว ข้อดีคือจะทำให้เด็กมีความปลอดภัยมากขึ้น และยังช่วยลดการรวมกลุ่มของเด็กวัยรุ่นที่จะสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น อย่างเช่นแก๊งซิ่งมอร์เตอร์ไซค์ แต่หากมีมาตรการดังกล่าวออกมาใช้จริงก็อาจจะกระทบกับเยาวชนบางคนที่ไม่ได้เรียนเพียงอย่างเดียว อาจจะต้องทำกิจกรรมในช่วงเวลากลางคืน จึงรู้สึกว่ามาตรการดังกล่าวไม่น่าจะใช้ได้ผลกับวัยรุ่นในปัจจุบัน เพราะเชื่อว่าต้องมีคนไม่ทำตามกฎอย่างแน่นอน