
กต.ชี้ยื่นเปลี่ยนตัวทนายอยู่ที่7คนไทย
"กษิต" ทวิภาคี "ฮอร์ นัม ฮง" เห็นพ้องร่วมมือแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-เขมร เพื่อประโยชน์ของ 2 ประ เทศ ด้านศาลอุทธรณ์กัมพูชานัดพิจารณาคำขอประกันตัว 5 คนไทยพรุ่งนี้
(17ม.ค.) นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งมีโอกาสได้พบปะกับนายฮอร์ นัม ฮอง รองนายกฯและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่อินโดนีเซีย วานนี้ (16 ม.ค.) ได้มีการหารือทวิภาคีและย้ำถึงความห่วงกังวลของรัฐบาลไทยต่อการดำเนินคดี 7 คนไทย และย้ำว่า อยากให้เรื่องนี้ดำเนินการโดยเร็ว แม้ว่าจะอยู่ในขั้นตอนของศาลกัมพูชา
นายธานี กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการให้ตัวแทนเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติเข้าไปเยี่ยมคนไทยทั้ง 5 ที่ยังไม่ได้รับการประกันตัวในเรือนจำนั้น หลังจากกรมราชทัณฑ์กัมพูชาได้เห็นชอบในหลักการ ล่าสุดตัวแทนของเครือข่ายได้แจ้งขอเข้าเยี่ยมในวันพุธที่ 19 มกราคม ซึ่งขณะนี้กำลังรอคำตอบจากทางการกัมพูชาอยู่ว่าจะอนุญาตหรือไม่
ส่วนที่เครือข่ายฯเรียกร้องให้เปลี่ยนตัวทนายความชาวกัมพูชา และขอให้นักกฎหมายของเครือข่ายเข้าไปร่วมว่าความในห้องพิจารณาคดีด้วยนั้น กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ต้องแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.การเปลี่ยนตัวทนายความนั้น สามารถทำได้ แต่ต้องให้ลูกความ คือ คนไทยทั้ง 7 แจ้งความประสงค์ต่อศาลก่อน จากนั้นสถานทูตถึงจะจัดหาทนายความคนใหม่ให้ แต่ทั้งนี้ตามกฎหมายกัมพูชาว่า ทนายว่าความในคดีจะต้องเป็นชาวกัมพูชาเท่านั้น แต่ขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งขอเปลี่ยนตัวทนายความแต่อย่างใด และ 2.การขอให้นักกฎหมายของเครือข่ายฯเข้าร่วมว่าความด้วยนั้น เป็นเรื่องของนักกฎหมายของเครือข่ายฯที่ต้องไปยื่นคำร้องขอใบรับรองหรือใบอนุญาตจากสภาทนายความกัมพูชาด้วยตัวเอง กระทรวงการต่างประเทศหรือสถานทูตไม่สามารถดำเนินการให้ได้
'กษิต-ฮอร์ นัมฮง'เห็นพ้องแก้ชายแดน
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยู่ระหว่างร่วมประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการที่เกาะลอมบอก ประเทศอินโดนีเซีย ให้สัมภาษณ์หลังพบนายฮอร์ นัม ฮง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชาว่า ตนได้ยืนยันสิ่งที่พูดไปแล้วคือความมุ่งมั่นของรัฐบาลที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือด้านอื่นๆต่อไป และอยากให้เรื่องที่ค้างคาอยู่ยุติโดยเร็วตามกระบวนการศาลกัมพูชา
พร้อมกันนี้ได้ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อประโยชน์ของประชาชนสองประเทศตลอดแนวชายแดน รัฐบาลนี้ไม่มีสิ่งอื่นใดนอกจากจะทำทุกอย่างให้มันดี ถูกต้อง และให้ราบรื่น จึงไม่อยากให้เอาพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในสังคมมาเป็นอารมณ์ทำให้เกิดเข้าใจผิด เพราะรัฐบาลนี้แน่วแน่ในการสร้างความสัมพันธ์และแก้ไขปัญหาต่างๆ
เมื่อถามว่าฝ่ายกัมพูชามีท่าทีต่อคำชี้แจงอย่างไร นายกษิต กล่าวว่า เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาตนได้พูดคุยกับนายฮอร์ นัม ฮง ซึ่งช่วงที่ผ่านมาเราได้พูดกับฝ่ายกัมพูชาเยอะและพูดกันในทุกระดับตลอดเวลาเพื่อให้เขาเห็นว่าอะไรเป็นอะไร เพราะเป็นเรื่องที่ต้องปรึกษาหารือกัน สิ่งที่เราให้ความสำคัญคือความสัมพันธ์สองประเทศและในฐานะที่เป็นสมาชิกอาเซียน ได้ย้ำกันว่าอะไรที่เป็นอุปสรรค อะไรที่เป็นปัญหาก็ให้ยุติโดยเร็ว
"ผมได้อธิบายที่มาที่ไปของเรื่อง ใครเป็นใคร มีเป้าประสงค์อะไร อย่าให้เรื่องแบบนี้เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว เพราะคนบางกลุ่มบางคนทำอะไรไม่งดงาม อยากให้เราทะเลาะกัน อยากให้เขาตั้งสติให้เห็นภาพ ถ้ามองจากสื่ออย่างเดียว ด่าทอกันก็เกิดอารมณ์ อาจเกิดความเข้าใจผิดกัน "นายกษิต กล่าว
นายกษิต กล่าวด้วยว่า ระหว่างประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนอย่างไม่เป็นทางการ ตนได้พูดถึงเรื่องที่ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศควรต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเพื่อผลักดันความร่วมมือต่างๆ และได้ขอโทษว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาการเมืองไทยได้สร้างความสับสนหวาดหวั่นให้ประเทศสมาชิกอาเซียน แต่มันเป็นวิวัฒนาการทางการเมืองของไทย ซึ่งเราไม่ได้มีเจตนาหรือมุ่งหวังใดๆที่จะสร้างความปั่นป่วนให้ประเทศเพื่อนบ้านเพราะหากประเทศใดมีปัญหากันก็จะทำให้การรวมตัวไปสู่การเป็นประชาคมอาเซียนชะงักงันไปโดยปริยาย
"อยากให้ฝ่ายต่างๆในสังคมไทยรู้ว่าเรามีหน้าที่รับผิดชอบต่อประเทศโดยรวม จะพูดหรือจะทำอย่างไรจะเอาแต่อุดมการณ์ของตัวเองเป็นตัวตั้งหรือมุ่งทำร้ายกัน ไม่อยากให้คนส่วนใหญ่ในสังคมต้องเดือดร้อนเพราะคนกลุ่มหนึ่งที่มีจุดยืนไม่ฟังเหตุผลใคร เราต้องพบกันครึ่งทาง เพราะรัฐบาลนี้ไม่มีเจตนามุ่งร้ายหรือมีอะไรแอบแฝง เราต้องการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และต้องขจัดลัทธิที่สร้างความเกลียดชังทั้งหลาย" นายกษิต กล่าว
นายธานี ทองภักดี อธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้า กรณีการขออุทธรณ์คนไทยทั้ง 5 คน ว่า ศาลอุทธรณ์ของกัมพูชาได้นัดพิจารณาคำร้องเรื่องดังกล่าว ในวันพรุ่งนี้ หลังจากที่ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา
ส่วนเรื่องคดีของคนไทยทั้ง 7 คน ในข้อหาลักลอบเข้าเมืองและเข้าในพื้นที่ทหารโดยไม่ได้รับอนุญาต นายธานี กล่าวว่า คาดว่าศาลกัมพูชาน่าจะมีความชัดเจนภายในสัปดาห์นี้ว่าจะพิจารณาคดีแล้วอ่านคำพิพากษาเลยหรือไม่ ส่วนนายวีระ สมความคิดและน.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ ซึ่งถูกตั้งข้อหาประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศนั้น หลังศาลไต่สวนเพิ่มเติมไปแล้วจนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ



