
สูตรใหม่การเมืองไทยกึ่งปธน.รบ.4ปี
กก.เเก้ รธน.เคาะสูตรใหม่การเมืองไทย ให้รัฐบาลอยู่ยาว 4 ปี ห้ามสภาลงมติไม่ไว้วางใจล้มรัฐบาล ส่วนนายกฯ ก็ห้ามยุบสภา ตัดอำนาจสภาเลือกนายกฯ ให้พรรคเสียงข้างมากตั้งได้เลย ปิดช่องใช้โควตา ส.ส.แลกเก้าอี้ รมต. "มาร์ค" ปัดใช้งบกลางปิดปากพรรคร่วมต่อรองแก้ รธน. แ
ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าการทำงานของคณะกรรมการพิจารณาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามข้อเสนอของคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธานว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการซึ่งพิจารณาแนวทางปฏิรูปโครงสร้างสถาบันการเมืองเสร็จสิ้นแล้ว โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการชุดใหญ่ พร้อมที่จะเสนอต่อรัฐบาลและแถลงต่อสาธารณะในเร็วๆ นี้ โดยได้นำเอาจุดแข็งของระบบที่ใช้ในต่างประเทศ เช่น จุดแข็งของระบบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระบบการเลือกตั้งในเยอรมนี นำมาผสมผสานกับสภาพสังคมวิทยาการเมืองไทยจนเป็นรูปแบบที่ไม่เหมือนประเทศใดในโลก
ผู้สี่อข่าวรายงานว่า สำหรับประเด็นสำคัญที่คณะกรรมการจะเสนอให้มีการปฏิรูปคือให้ฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติแยกอำนาจกันเด็ดขาด เพื่อให้รัฐบาลมุ่งหน้าบริหารประเทศโดยไม่ต้องกังวลปัญหาในสภา จึงมีข้อเสนอให้ตัดอำนาจสภาในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป เพราะการโหวตนั้นจะเปิดช่องให้มีการต่อรองเพื่อขอตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี ส.ส.จะรวมตัวกัน 7-9 คน ขอเก้าอี้รัฐมนตรี รูปแบบนี้นายกฯ ไม่มีทางที่จะได้รัฐมนตรีที่มีคุณภาพได้ เพราะต้องติดอยู่กับโควตา ส.ส.ในสภา ดังนั้นจึงให้ถือว่าในเมื่อประชาชนเสียงข้างมากได้เลือกพรรคใด พรรคนั้นก็สามารถจัดตั้งรัฐบาลและเลือกผู้นำรัฐบาลขึ้นมาได้เอง และมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยที่จะบริหารประเทศไปได้จนครบ 4 ปี นอกจากจะทำผิดกฎหมายสำคัญสะดุดขาตัวเองถูกถอดถอน
รายงานข่าวแจ้งว่า อีกข้อเสนอหนึ่งของคณะกรรมการชุดนี้ คือห้ามไม่ให้สภาลงมติไม่ไว้วางใจเพื่อล้มรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ตัดอำนาจนายกรัฐมนตรีในการยุบสภาออกไป เพื่อไม่ให้สองอำนาจนี้ก้าวก่ายกัน ในจุดนี้เป็นแนวคิดคล้ายกับระบบประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ส่วนการตรวจสอบจากฝ่ายนิติบัญญัติ จะเน้นการใช้ช่องทางของคณะกรรมาธิการให้ตรวจสอบเข้มข้นขึ้น เพราะการล้มรัฐบาลไม่ใช่จะล้มด้วยการยกมือโหวต แต่ต้องทำผิดกฎหมาย ฉะนั้นการเลือกตั้งในทิศทางนี้จะมีความสำคัญมากเพราะเท่ากับประชาชนจะเลือกตั้งรัฐบาลที่มาบริหารประเทศ ซึ่งพรรคการเมืองจะต้องวัดกันที่นโยบาย และคณะอนุกรรมการได้เสนอด้วยว่านโยบายต่างๆ ของพรรคการเมืองที่ประกาศออกมานั้น ต้องมีรายงานอย่างครบถ้วนเหมือนงานวิจัย เพื่อชี้ให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการดำเนินการ ที่มาของงบประมาณ ผลกระทบในด้านต่างๆ ไม่ใช่เป็นนโยบายกระดาษแผ่นเดียวเหมือนก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ส่วนเรื่องพรรคการเมืองนั้นคณะกรรมการชุดนี้มีข้อเสนอหลากหลายประเด็น อาทิ ทำลายระบบการให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรค โดยให้เหตุผลว่าตั้งแต่ปี พ.ศ.2521 ที่พยายามสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมืองโดยบังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรค จนถึงวันนี้ชัดเจนว่าพรรคการเมืองไม่ได้เข้มแข็งด้วยการบังคับให้ ส.ส.สังกัดพรรค แต่ไปสร้างความเข้มแข็งให้แก่คณะบุคคล หรือกลุ่มทุนกระเป๋าเงิน หรือครอบครัวที่ถืออำนาจรวมศูนย์ในพรรค ให้มีอำนาจเบ็ดเสร็จขึ้น สามารถชี้เป็นชี้ตายว่า ส.ส.จะได้ลงสมัครหรือไม่ ทำให้ ส.ส.แทนที่จะมีความอิสระ กลับยิ่งจงรักภักดีต่อคนที่เกื้อหนุนไม่กี่คนในพรรค ในเมื่อพรรคการเมืองถูกครอบงำได้ด้วยคนไม่กี่คน หรือคนเพียงคนเดียว แล้วโดยระบบรัฐสภาที่เป็นอยู่ปัจจุบัน พรรคการเมืองสามารถมีอำนาจทั้งในฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ จึงเป็นไปได้ว่า คนเพียงคนเดียวที่อยู่เบื้องหลัง สามารถยึดกุมสองอำนาจเบ็ดเสร็จได้ ซึ่งในอดีตก็เคยมีบทเรียนมาแล้ว
นายกฯแจงงบ 8.4 หมื่นล้านเพื่อใช้หนี้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวกรณีพรรคเพื่อไทยตั้งข้อสังเกตการตั้งงบกลาง 8.4 หมื่นล้านบาท เป็นการเกลี่ยให้พรรคร่วมรัฐบาลเพื่อต่อรองการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า จะไปเกลี่ยเรื่องอะไร เป็นเงินชดใช้เงินคงคลัง 8.4 หมื่นล้านบาท เป็นการชดใช้เงินคงคลังเหมือนกับงบใช้หนี้ มองว่า เมื่อไรก็ตามฐานะการเงินของรัฐบาลดีขึ้น ขณะนี้คาดว่าเราเก็บเงินเกินเป้าได้ประมาณ 1 แสนล้านบาท การชดใช้หนี้เร็วขึ้นเป็นการบ่งบอกเรื่องการมีวินัย แล้วช่วยให้การจัดงบประมาณประจำปี 2555 ซึ่งรัฐบาลชุดใหม่จะเป็นคนมาใช้ จะได้มีอิสระมากขึ้น ในการจัดทำงบประมาณต่างๆ ดีต่อทุกฝ่ายดีกับประเทศ ดีกับฐานะการคลัง
ผู้สื่อข่าวถามว่า การตั้งงบขึ้นมาเพื่อลดการถูกโจมตีภายหลังว่าทิ้งภาระให้รัฐบาลชุดใหม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า จริงๆ แล้ว ถ้าอยู่เฉยๆ ก็ไม่มีอะไร ไปจัดงบปี 2555 ที่ถูกบังคับโดยกฎหมายว่า ต้องมีรายการ 8.4 หมื่นล้านอยู่ เห็นว่าฐานะการคลังเมื่อดีกว่าที่เราคาดไว้ก็คืนเงินไปเสียก่อนเลย ปี 2555 จะได้จัดทำงบประมาณเพื่อแก้ปัญหาได้เต็มที่
เมื่อถามว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาลชุดต่อไปก็ไม่สามารถอ้างได้ว่ามารับภาระใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ถูกต้องครับ ผมว่าเป็นธรรมกับรัฐบาลชุดใหม่ เขาจะได้ไม่มีใครมาบอกว่า มีตั้ง 8 หมื่นกว่าล้านที่ต้องมาจ่ายเงินให้รัฐบาลที่กู้ไว้ก่อนหน้านี้"
ไม่วิตกศึกซักฟอกพร้อมแจงทุกประเด็น
นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ต้องดูตัวญัตติเนื้อหาสาระมีประเด็นอะไรบ้าง หากฝ่ายค้านต้องการจะยื่นอภิปรายมุ่งเน้นไปที่เรื่องการทุจริตคอรัปชั่น หรือประเด็นการชุมนุมที่ผ่านมานั้น ทุกหน่วยงานต้องพร้อมจะตอบทุกเรื่อง รัฐบาลไม่มีความหนักใจในประเด็นอะไรเลย พร้อมจะชี้แจงทุกประเด็น
ส่วนที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เเละแกนนำคนเสื้อแดง บอกว่าเตรียมตัวอย่างเต็มที่ในการอภิปรายรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นอย่างนี้มาทุกครั้ง เพราะเป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่
50 ส.ว.เลือกตั้งหนุนสูตร400ต่อ100
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา และ ส.ว.ฉะเชิงเทรา กล่าวถึงการเสนอสูตรการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ส.ว.เลือกตั้งไม่ต่ำกว่า 50 คน พร้อมใจจะสนับสนุนการแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 ต่อ 100 เพราะเห็นว่าสูตร 375 ต่อ 125 ทำให้จำนวนเขตเลือกตั้งในภาคเหนือและภาคอีสานหายไป อีกทั้งยังเป็นการลินรอนสิทธิของประชาชนอีกด้วย โดยเฉพาะการแบ่งสัดส่วนตามจำนวนประชากรเขต 1.5 แสนคนต่อ 1 เขต มีความถูกต้องอยู่แล้ว การไปเพิ่มตามสัดส่วน 375 ต่อ 125 คือ 1.7 แสนคนต่อ 1 เขต จึงไม่สมเหตุสมผลตามข้อมูลและสถิติ และข้ออ้างที่ว่าต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้มีความรู้หรือนักวิชาการก็ควรไปจัดอยู่ในจำนวน 125 เสียง เห็นว่าเอาไปไว้ในระบบปาร์ตี้ลิสต์ก็เหมาะสมแล้ว
รองประธานวุฒิสภา กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีการคุยในส่วนของ ส.ว.สายเลือกตั้ง และพรรคร่วมรัฐบาลแล้วยกเว้นพรรคประชาธิปัตย์ เห็นชอบกับแนวทางสูตร 400 ต่อ 100 เสียง แต่ยอมรับว่าหากประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยก็จะผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ยกเว้นพรรคเพื่อไทยไม่ร่วมโหวตร่วมด้วย แต่ก็ขึ้นอยู่กับมติของพรรคนี้ต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร
กมม.ชี้ขัดแย้งสูตร ส.ส.แค่เกมปาหี่
นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่ แถลงถึงความขัดแย้งเรื่องสูตรและสัดส่วนของระบบเลือกตั้ง ที่ยังไม่ลงตัวกันในประเด็นจำนวนของ ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ และ ส.ส.ระบบเขตว่า เป็นเพียงปาหี่ในพรรคร่วม เชื่อว่าปัญหานี้จะไม่บานปลายจนกลายเป็นความแตกแยกในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะสุดท้ายก็จะสามารถเจรจาและไกล่เกลี่ยผลประโยชน์กันได้ในที่สุด



