
งัด"มาตรา 21"ดับไฟใต้ใช้ยาถูกกับโรคจริงหรือ?
เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า รัฐบาลกำลังที่จะใช้ "มาตรา 21" แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ.2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) ซึ่งมีกลิ่นอายคล้ายกับ "นโยบาย 66/23" ของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์
สำหรับพื้นที่นำร่องในการทดลองใช้มาตรา 21 ดังกล่าว คือ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา สะบ้าย้อย และนาทวี ซึ่งรัฐบาลเพิ่งประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และปรับมาใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคง เมื่อปลายปี 2553 ที่ผ่านมา
มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2554 ที่อนุมัติให้ใช้มาตรา 21 ใน 4 อำเภอ จ.สงขลา นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของนโยบายดับไฟใต้ในรอบ 7 ปี นับตั้งแต่เหตุปล้นปืนเมื่อปี 2547 เป็นต้นมา เพราะนี่ไม่ต่างกับ "นิรโทษกรรม" ผู้ต้องหาคดีความมั่นคง
เนื้อหาเต็มๆ ของมาตรา 21 ระบุว่า "ภายในเขตพื้นที่ที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ กอ.รมน.ดําเนินการตามมาตรา 15 หากปรากฏว่าผู้ใดต้องหาว่าได้กระทําความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรตามที่คณะรัฐมนตรีกําหนด
แต่กลับใจเข้ามอบตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หรือเป็นกรณีที่พนักงานสอบสวนได้ดําเนินการสอบสวนแล้วปรากฏว่า ผู้นั้นได้กระทําไปเพราะหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ และการเปิดโอกาสให้ผู้นั้นกลับตัวจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร
ในการนี้ให้พนักงานสอบสวนส่งสํานวนการสอบสวนของผู้ต้องหานั้น พร้อมทั้งความเห็นของพนักงานสอบสวนไปให้ผู้อํานวยการ (ผอ.รมน.ภาค 4 หรือแม่ทัพภาคที่ 4)
ในกรณีที่ผู้อํานวยการเห็นด้วยกับความเห็นของพนักงานสอบสวนให้ส่งสํานวนพร้อมความเห็นของผู้อํานวยการให้พนักงานอัยการเพื่อยื่นคําร้องต่อศาล
หากเห็นสมควรศาลอาจสั่งให้ส่งผู้ต้องหาให้ผู้อํานวยการเพื่อเข้ารับการอบรม ณ สถานที่ที่กําหนดเป็นเวลาไม่เกิน 6 เดือน และปฏิบัติตามเงื่อนไขอื่นที่ศาลกําหนดด้วยก็ได้
การดําเนินการตามวรรคสอง ให้ศาลสั่งได้ต่อเมื่อผู้ต้องหานั้นยินยอมเข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าว เมื่อผู้ต้องหาได้เข้ารับการอบรมและปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกําหนดดังกล่าวแล้ว สิทธินําคดีอาญามาฟ้องผู้ต้องหานั้นเป็นอันระงับไป
นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงจุดประสงค์ของมาตรา 21 เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดอันมีผลกระทบต่อความมั่นคงด้วยความหลงผิดหรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ซึ่งฐานความผิดจะมี อาทิ ความผิดต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือกระทั่งการวางระเบิด นอกจากนี้ยังมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหายจากผู้กระทำความผิดด้วย
นายถาวรกล่าวถึงขั้นตอนการฝึกอบรมว่า กระบวนการฝึกอบรมจะมีคณะกรรมการ 4 ชุด คือ 1.คณะกรรมการคัดสรรตัวบุคคล 2.คณะกรรมการสอบสวนโดยมีพนักงานอัยการเข้ามาร่วม 3.คณะกรรมการช่วยเหลือคดี และเยียวยาชุมชน หรือบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากผู้ที่เข้ามามอบตัว และ 4.คณะกรรมการกลั่นกรองผู้เข้ารับการอบรมแทนการฟ้อง โดยสถานที่ฝึกอบรมจะอยู่ที่โรงเรียนเสริมสร้างสันติสุข อ.บ่อทอง จ.ปัตตานี และที่กองพลพัฒนา อ.คลองหอยโข่ง จ.สงขลา และที่กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 5 อ.เมือง จ.สงขลา
"ขณะนี้มี 27 คน ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการและกลับตัวกลับใจ ซึ่งยังถือเป็นข้อมูลลับอยู่ แต่สิ่งที่กังวล คือ อาจจะมีผู้เข้าร่วมกระบวนการอาร์เคเค หรือกลุ่มฮาร์ดคอร์ อาจกล่าวหาว่าบุคคลเหล่านี้หักหลักกระบวนการ จึงเกิดความเคียดแค้น ดังนั้นจำเป็นที่จะมีกระบวนการคุ้มครองดูแลทั้งครอบครัว ซึ่งบุคคลเหล่านี้จะเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง" นายถาวร กล่าวด้วยความมั่นใจ
พล.ท.อุดมชัย ธรรมสาโรรัชต์ แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ซึ่งมีอำนาจหน้าที่โดยตรงในการพิจารณาอนุมัติให้ส่งตัวผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการฝึกอบรม ก็แสดงความเห็นด้วยกับแนวทางตามมาตรา 21 อย่างเต็มที่
โครงการดังกล่าวยังอยู่ในขั้นเตรียมการ และจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2554 ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าไปพูดคุยกับญาติของผู้ต้องหาบางส่วน เพื่อขอให้เข้ามามอบตัวแล้ว
"ผมเชื่อว่า ถ้าเรื่องนี้เกิดจากความสมัครใจของผู้ที่หลงผิด สถานการณ์ในพื้นที่น่าจะมีทางออก และมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ส่วนที่เป็นห่วงในเรื่องกระแสต่อต้านของญาติผู้สูญเสียนั้น ก็ยังไม่พบแรงต่อต้าน ซึ่งทุกฝ่ายก็สนับสนุนเต็มที่" แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว
พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน หัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ในฐานะอดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งเคยรับผิดชอบการแก้ปัญหาในพื้นที่มานานถึง 2 ปี กลับแสดงความเป็นห่วงขอบเขตในการนิรโทษผู้ต้องหา
เขากระตุกเตือนว่า เรื่องนี้ต้องแยกแยะให้ดี ซึ่งมองในภาพรวมว่า ถ้าเราเอานโยบาย 66/23 มาศึกษาดูว่า ตรงไหนควรใช้ ตรงไหนไม่ควรใช้ ในการบังคับใช้ก็ต้องแล้วแต่คดีความด้วย
"อย่างคดีฆ่าคนตายโดยเจตนายังอยู่ในมาตรานี้ได้ มันจะถูกหรือไม่ถูกก็ต้องดู หรือบางคนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเลย แต่กลับมาต้องคดี ก็ต้องมาพิจารณา เรื่องพวกนี้ต้องมีขอบเขต และต้องมาศึกษากันให้ดีก่อน"
พล.อ.สนธิ มองแนวทางการแก้ปัญหาภาคใต้ ทั้งในฐานะอดีต ผบ.ทบ. และหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ ซึ่งมี ส.ส.อยู่ในพื้นที่ว่า ปัญหาสำคัญในการแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา คือ ความเป็นเอกภาพ เพราะฉะนั้นการบูรณาการจึงไม่เกิด กระทรวงใครกระทรวงมัน ต่างคนต่างทำ
ดังนั้น พรรคมาตุภูมิจึงมีความคิดในการเสนอให้ตั้งหน่วยงานระดับ "กระทรวง" หรือ"ทบวง" เพื่อรับผิดชอบการแก้ปัญหาโดยตรง เพราะอย่างประเทศอังกฤษก็ใช้หน่วยงานระดับทบวงลงไปแก้ปัญหาความขัดแย้งในไอร์แลนด์เหนือ
โดยคนที่รับผิดชอบต้องเป็นระดับ "รัฐมนตรี" มีหน้าที่ควบคุมดูแลปัญหาในพื้นที่ให้เป็นเอกภาพ มีอำนาจสั่งการข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งทหาร และตำรวจด้วย
ส่วนการแก้ปัญหาความรุนแรงก็ให้ใช้ "กำลังภาคประชาชน" แทนการใช้กำลังทหารจำนวนมาก โดยให้ทหารสนับสนุนอยู่ข้างนอก ขณะที่กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน อบต. อบจ. ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ จะมีหน้าที่เข้าไปดูแล เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้และแก้ปัญหาของตัวเองได้ดีที่สุด
"การแก้ปัญหาภาคใต้ต้องใช้การเมืองนำการทหาร ถ้าใช้ความรุนแรงไม่มีทางแก้ปัญหาจบ ต้องสร้างความรักความผูกพันระหว่างคนในพื้นที่ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ให้เป็นผลึกเดียวกันให้ได้ ถ้าเราทำอย่างนั้นได้ปัญหาก็จะจบ" พล.อ.สนธิ กล่าวทิ้งท้าย
อาคม ไชยศร



