ข่าว

 ‘ต้นจ๋า...เราไม่รู้จักกัน’

‘ต้นจ๋า...เราไม่รู้จักกัน’

16 ม.ค. 2554

คิดไว้ว่า การประชุมของแบงก์ชาติที่เกิดขึ้นครั้งแรกของปีนี้ เมื่อวันที่ 12 มกราคมที่ผ่านมา น่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% แน่ๆ ซึ่งใครติดตามข่าวก็คงจะทราบแล้วว่า เป็นไปตามนี้

 แต่ไม่คิดว่า หลังจากที่แบงก์ชาติประกาศขึ้นดอกเบี้ย ธนาคารพาณิชย์ที่มีขนาดใหญ่อย่างที่สุด ด้วยฐานเงินฝากกว่า 1.34 ล้านล้านบาท (ตัวเลข ณ เดือนพฤศจิกายน 2553) อย่างธนาคารกรุงเทพ จะประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้และเงินฝาก โดยมีผลทันที!!

 แล้วยิ่งดูรายละเอียดการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของแบงก์กรุงเทพ ยิ่งต้องบอกว่า งานนี้มีอึ้ง ทึ่ง และเสียว โดยเฉพาะบรรดา ‘ลูกหนี้’ ทั้งหลาย

 ลองดูที่ฝั่งเงินฝากให้ใจชื้นก่อนก็ได้ค่ะ เพราะรอบนี้แบงก์กรุงเทพประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากทุกประเภท ทั้งออมทรัพย์และประจำอีก 0.125% เรียกว่าได้ ‘เฮ’ ถ้วนหน้า

 เงินฝากออมทรัพย์ขยับจาก 0.5% เป็น 0.625% หรือเพิ่มขึ้นอีก 0.125% ส่วนดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 3 เดือน เพิ่มขึ้น 0.125% มาอยู่ที่ 1.250-1.375% เงินฝากประจำ 6 เดือน เพิ่มขึ้น 0.125% มาอยู่ที่ 1.500-1.625% และเงินฝากประจำ 12 เดือน เพิ่มขึ้น 0.125% มาที่ 1.75% ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 24 เดือน ยังอยู่ที่เดิมที่ 2.25-2.50% และเงินฝากประจำ 36 เดือน ยังเท่าเดิมที่ 2.50%

 หลังจากผู้ฝากเงินได้ ‘เฮ’ แล้ว ก็เป็นคราวของผู้กู้ได้ ‘ฮือ’ กันบ้าง

 เพราะแบงก์กรุงเทพ นำร่องด้วยการขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้พรวดเดียว 0.25% สำหรับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีแบบมีระยะเวลา (เอ็มแอลอาร์) จาก 6.125% เป็น 6.375% และอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (เอ็มโออาร์) เพิ่มจาก 6.375% เป็น 6.625%

 ขณะที่อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (เอ็มอาร์อาร์) เพิ่มขึ้น 0.375% จาก 6.625% เป็น 7.00%

 หลังจากนั้นอีกเพียงแค่วันเดียว ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่อีก 2 แห่ง คือ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ก็ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามมาทันที ทั้งเงินกู้และเงินฝาก

 ดิฉันว่า ฝั่งคนเงินฝากซึ่งเป็น ‘ชนกลุ่มน้อย’ ปัญหาดอกเบี้ยขึ้นจะเป็นปัญหาที่เรียกกันว่า ‘แฮปปี้ พร็อพเพล็ม’ วันๆ ก็คอยกดเครื่องคิดเลขว่า จะโยกเงินไปทางไหน อย่างไร เพื่อแสวงหาผลตอบแทนให้ได้มากขึ้นในช่วงที่ดอกเบี้ยขยับขึ้น

 เพราะหลังจากนี้ กะเก็งกันว่าแบงก์ชาติน่าจะขึ้นดอกเบี้ยนโยบายได้อีก 0.50-0.75% ในการประชุมตลอดปีนี้ ส่งผลให้ดอกเบี้ยนโยบายน่าจะอยู่ในราว 2.75-3.00% ถ้าแบงก์พาณิชย์ปรับขึ้นตามทุกรอบ ดอกเบี้ยเงินฝากที่เคยต่ำเตี้ยมานานก็น่าจะกลับมาโงหัวในระดับที่สร้างอาการ “หน้าชื่น” ให้ผู้ฝากเงินได้บ้าง

 ส่วนที่ “อกตรม” แน่ๆ ก็คือ ฝั่งผู้กู้ ที่ต้องแบกภาระเพิ่ม โดยเฉพาะลูกหนี้สินเชื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นทาวน์เฮ้าส์ บ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียม

 เพราะการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้พรวดเดียว 0.25% ในรอบนี้ จะทำให้คุณห่างไกลจากอิสรภาพทางการเงินมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากว่าคุณยังจ่ายค่างวดบ้านด้วยการผ่อนชำระในวงเงินผ่อนต่อเดือนเท่าเดิม

 เพราะส่วนใหญ่ของยอดผ่อนชำระจะกลายสภาพเป็น ‘ดอกเบี้ย’ ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นๆ ในทางกลับกัน ‘ยอดเงินต้น’ กลับลดลงอย่างช้าๆ จนเรียกได้ว่าคุณแทบไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงเลยทีเดียว

 เมื่อ ‘เงินต้น’ ลดลงช้าๆ หรือแทบจะไม่ลดลงเลย จะส่งผลให้กับระยะเวลาในการเป็นหนี้ของคุณ จากเดิมที่กู้ผ่อนบ้าน 10 ปี แต่เงินต้นลดลงอย่างน่าอึดอัด เพราะส่งค่างวดเท่าไหร่ก็ไปสังเวยดอกเบี้ยหมด ก็ต้องใช้วิธีเพิ่มการผ่อนชำระต่องวดให้มากขึ้นค่ะ จริงๆ ไม่ต้องมากมาย เติมเข้าไปอีกแค่งวดละ 1-2 พันบาท ก็จะช่วยให้เงินต้นลดลงในอัตราที่เร่งตัวขึ้น

 ต้องรีบจัดการก่อนที่เราจะไม่รู้จักกับ “เงินต้น” เพราะมัวผูกสมัครรักใคร่กับ “ดอกเบี้ย” อย่างเดียว

 กฎเหล็กอีกประการหนึ่งคือ “อย่าเปิดประตูรับหนี้ใหม่” ในช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นแบบนี้

 เพราะช่วงนี้เป็นช่วงชุลมุนที่สถาบันการเงินเจ้าหนี้จะอาศัยจังหวะเนียนๆ ด้วยการให้คุณกู้เพิ่มด้วยบัญชีเงินกู้เดิมนั่นแหละค่ะ ยอดหนี้ที่สู้อุตส่าห์ผ่อนมาจนลดภาระไปบ้างแล้วจะกลับมาพอกพูนอีก และที่สำคัญคือ เป็นหนี้ที่พอกพูนด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้อัตราใหม่ที่สูงขึ้น แบบนี้แล้วจะพบกับหนทางแห่งการปลดหนี้ให้พ้นตัวได้อย่างไร

 โดยสรุปสิ่งที่ลูกค้าเก่าทั้งหลายพึงกระทำอย่างเร่งด่วนเพื่อลดภาระ คือ การเพิ่มยอดผ่อนชำระในแต่ละงวดขึ้นอีกนิดนึง เพื่อลดเงินต้นให้เร็วขึ้น และทำให้ระยะเวลาที่คิดว่าจะเป็นหนี้ ไม่ถูกยืดออกไปจนไม่จบไม่สิ้น รวมถึงการปิดประตูรับหนี้ใหม่ ก้มหน้าก้มตาใช้กรรมให้หมดเร็วที่สุดเป็นดีที่สุดค่ะ

 ส่วนน้องใหม่ที่กำลังจะเข้าสู่วงการกู้ ในหนังสือ “สารพัดวิธีเลี้ยงเงินให้เชื่อง” ของคุณกาญจนา หงษ์ทอง ให้คำแนะนำว่า เพื่อไม่ให้อึดอัดกับภาระหนี้บ้านจนเกินไป ไม่ควรกู้ซื้อบ้านเกิน 30 เท่าของรายได้ และผ่อนไม่เกิน 30% ของรายได้ แต่ถ้าไม่มีภาระในการผ่อนหนี้ประเภทอื่น ก็อาจจะขยับมาผ่อนบ้าน 50% ของรายได้ก็ไม่เป็นปัญหา

 จริงๆ เทคนิคที่จะทำให้หลุดพ้นจากหนี้ หรือเป็นหนี้อย่างชาญฉลาด มีเยอะค่ะ แต่ปัญหามีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น และดูเหมือนจะเป็นปัญหาร่วมของคนหมู่มาก นั่นคือ ทำตามเทคนิคเหล่านี้ไม่ได้เสียที !!

ขวัญชนก วุฒิกุล
[email protected]