
การปฏิวัติครั้งที่สองของสื่อจีน (1)
ระหว่างที่ดิฉันพร้อมด้วยคณะตัวแทนจากสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยเดินทางไปเยือนหลายเมืองในหลายมณฑลทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีนเมื่อช่วงปลายปีที่แล้ว ทั้งที่มณฑลชานตง รวมทั้งที่ฐานทัพเรือชื่อดังที่ต้าเหลียน มณฑลเหลียวหนิง ก่อนจะจบที่กรุงปักกิ่ง ต
พวกเรามีโอกาสเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความเห็นกับสื่อจีนในเมืองเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์และสถานีวิทยุโทรทัศน์ในเมืองชิงเต่า หรือ "เกาะสีเขียว" ฉายา "ยุโรปแห่งเอเชีย" รวมทั้งหนังสือพิมพ์ที่เว่ยไห่ ที่เอียนไถ ที่ต้าเหลียน และวิทยุระหว่างประเทศจีน (ซีอาร์ไอ) หรือวิทยุปักกิ่งเดิม
ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ สื่อจีนได้เปลี่ยนโฉมไปมาก นับตั้งแต่รัฐบาลปรับเปลี่ยนนโยบายครั้งใหญ่ ด้วยการลดการช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อสนับสนุนสื่อกระแสหลักทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ลง แถมยังเปิดช่องให้สื่อเหล่านั้นหารายได้เอง
สื่อแดนมังกรจึงเหมือนกับ "พยัคฆ์ติดปีก" ปฏิวัติตัวเองครั้งใหญ่ นอกจากขยายไปสู่สื่อทางเลือกอย่างอินเทอร์เน็ต การควบรวมกิจการแล้ว ที่สำคัญสื่อเหล่านั้นต่างเลื่อนฐานะเป็นนายทุนน้อยหารายได้เข้าตัวเองด้วยการเป็นเจ้าของบริษัทนำเที่ยว รีสอร์ท โรงแรม อาคารสำนักงาน ฯลฯ
หนังสือพิมพ์ฉบับแรกที่พวกเราไปเยี่ยมชมแลกเปลี่ยนความเห็นกันก็คือหนังสือพิมพ์ชิงเต่า ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2492 หลังเปลี่ยนการปกครองเป็นสังคมนิยมแล้ว ตลอดช่วงที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ชิงเต่าได้พัฒนาอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ในเครือ มีหนังสือพิมพ์ 4 ฉบับ นิตยสาร 3 ฉบับ มีเว็บไซต์ 2 เว็บไซต์ ซึ่งคนอ่านมากเป็นอันดับ 5 ของประเทศ
สำหรับหนังสือพิมพ์ในเครือเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน 1 ฉบับ ค่อนข้างเน้นข่าวราชการเหมือนพีเพิลส์ เดลีของพรรคคอมมิวนิสต์จีน มียอดขาย 1.5 แสนฉบับ หนังสือพิมพ์กรอบบ่าย 1 ฉบับ ซึ่งได้ร่วมกับการสื่อสาร ส่งข่าวสั้นเอสเอ็มเอสถึงสมาชิกที่มีอยู่ 3 แสนราย นอกจากนั้นก็มีหนังสือพิมพ์กรอบเช้าอีก 1 ฉบับ มีสมาชิก 4 แสนราย หนังสือพิมพ์ทั้งกรอบเช้าและกรอบบ่ายจะเน้นข่าวบันเทิง แต่จะต่างกันที่เวลาวางจำหน่ายเท่านั้น หนังสือพิมพ์ในเครือฉบับสุดท้ายก็คือหนังสือพิมพ์ผู้สูงอายุ 1 ฉบับ
ส่วนเว็บไซต์ทั้ง 2 เว็บไซต์เป็นเว็บข่าวภาษาอังกฤษ คนอ่านส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น
รายได้จากการขายหนังสือพิมพ์ชิงเต่า สูงประมาณปีละ 120 ล้านหยวน แต่รายจ่ายก็สูงมากเช่นกัน ความอยู่รอดทั้งหมดจึงต้องพึ่งโฆษณา ซึ่งส่วนใหญ่จากอุตสาหกรรมใหญ่ๆ และเพื่อส่งเสริมการขายและการอ่าน หนังสือพิมพ์ชิงเต่าได้จัดกิจกรรมหลายอย่างเช่น "วันแห่งผู้อ่าน" มีการจัดหาทนายให้คนอ่านมาร้องทุกข์ การจัดรายการบันเทิงให้ชมฟรี และการเยี่ยมบ้านสมาชิก เป็นต้น
ปัจจุบัน เครือของหนังสือพิมพ์ชิงเต่ามีเจ้าหน้าที่รวม 2,000 คน โรงพิมพ์ 1 แห่ง มีสำนักงาน 1 แห่ง มีรายได้พิเศษจากการเป็นเจ้าของบริษัท 10 บริษัท ทั้งบริษัทท่องเที่ยว ศูนย์การค้า ศูนย์สุขภาพ รีสอร์ทที่เหลาซาน
ในส่วนของนักข่าวซิ่งเดิมมีหลักประกันที่มั่นคง ได้เงินเดือนประจำไม่ว่างานจะหนักมากหรือหนักน้อย แต่ขณะนี้หลักประกันของนักข่าวได้เปลี่ยนไป ถึงแม้จะยังมีเงินเดือนประจำอยู่แต่ไม่สูงนัก แต่ก็มีรายได้พิเศษจากชิ้นข่าวที่ส่งพิมพ์ ซึ่งจะนับตามชิ้นที่ตีพิมพ์ ถือเป็นการปรับเปลี่ยนโดยดูปริมาณงานเป็นหลัก
ความที่สังคมเปิดกว้างมากขึ้น ขณะนี้หนังสือพิมพ์ชิงเต่าจึงไม่ได้ผูกขาดข่าวเหมือนในอดีต แต่มีคู่แข่งซึ่งแข่งขันกันอย่างดุเดือด 3 ฉบับ มีหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์เปี้ยนหมิง ให้ความสะดวกแก่ประชาชนและหนังสือพิมพ์แหลมชิงเต่า ทั้งหมดเป็นขององค์กรของรัฐ ไม่มีของเอกชน
หนังสือพิมพ์ฉบับที่สองที่พวกเราไปเยี่ยมชมก็คือหนังสือพิมพ์เว่ยไห่ ในมณฑลชานตงเช่นกัน ซึ่งมีรายได้ปีละ 80 ล้านหยวนจากการทำธุรกิจเสริมหลายอย่าง เช่น รีสอร์ท และโรงแรม
ในส่วนของธุรกิจหลักนั้น หนังสือพิมพ์เว่ยไห่มีหนังสือพิมพ์ในเครือ 2 ฉบับคือฉบับเช้าและบ่าย และกำลังจะออกหนังสือข่าวสังคมอีกฉบับหนึ่ง
นอกจากนี้ยังมีรายสัปดาห์เป็นภาษาเกาหลีด้วย เนื่องจากอยู่ห่างจากเมืองอินชอนในเกาหลีใต้แค่ 45 นาที ประกอบกับมีชาวเกาหลีอยู่ในเมืองนี้ 3-5 หมื่นคน ส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนในด้านสิ่งทอและเทคโนโลยี นิตยสารรายสัปดาห์ภาษาเกาหลีจึงเติบโตอย่างรวดเร็ว
หนังสือพิมพ์ฉบับสุดท้ายในมณฑลชานตงที่พวกเราได้แลกเปลี่ยนความเห็นด้วยก็คือหนังสือพิมพ์เจิ้งเฉียว หรือแข็งแรง ที่เมืองเอียนไถ เป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นฉบับแรกในฝั่งตะวันออกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนหลังการปลดแอกเมื่อปี 2488 หนังสือพืมพ์เอียนไถก็เหมือนหนังสือพิมพ์อื่นๆ ในยุคปฏิวัติครั้งที่สองนี้ นั่นก็คือมีธุรกิจของตัวเองเพื่อหารายได้เสริมนับตั้งแต่รัฐเลิกสนับสนุนทางการเงิน โดยธุรกิจหลักที่เป็นตัวทำเงินเข้าเครือบริษัทก็เหมือนกับสื่ออื่น นั่นก็คือรีสอร์ท โรงแรม ท่องเที่ยว และอื่นๆ
ช่วง 65 ปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์เอียนไถได้พัฒนาตัวเองตลอด ก่อนจะตั้งเป็นกลุ่มบริษัทเมื่อปี 2548 ขณะนี้มีหนังสือพิมพ์ในเครือ 10 ฉบับ โดย 3 ฉบับวางขายในเมืองเอียนไถเป็นส่วนใหญ่ อีก 3 ฉบับเป็นรายวัน กรอบเช้าและกรอบบ่าย อีก 6 ฉบับขายที่นอกเมืองและตำบลต่างๆ ฉบับสุดท้ายชื่อ "เหล้าของจีน" วางขายทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีนิตยสารรายเดือน 3 ฉบับ เว็บไซต์ 5 เว็บ สำนักพิมพ์ 1 แห่ง โดยนิตยสารรายเดือน 3 ฉบับ มี "ผู้หญิง 37 องศา" ซึ่งหมายความว่าไม่ร้อนจนเป็นไข้ แค่เร่าร้อนเล็กน้อย เป็นนิตยสารผู้หญิงที่ขายดีที่สุดประมาณ 8 แสนเล่ม เหมาะกับผู้หญิงทั่วไป ทุกกลุ่มทุกชนชั้น
อีกเล่มหนึ่งชื่อ "ยูเก๋อ" หรือ "กุลสตรี" เลียนเสียงมาจาก "โยเกิร์ต" ซึ่งทั้งหวาน มัน และเปรี้ยว สมกับกลุ่มเป้าหมายที่เป็นกลุ่มผู้หญิงไฮโซ มีความรู้ ฐานะดี ทำงานแล้ว ส่วนเล่มที่ 3 จะเอาใจผู้หญิง แฟชั่น เสื้อผ้า คล้ายรีดเดอร์ ไดเจสต์ นั่นก็คือเลือกแต่เรื่องดีๆ มาลง
สำหรับเว็บไซต์นั้น เว็บแรกชื่อ "สุยหมู่" เลียนชื่อสัตว์ทะเลประเภทหนึ่งที่แข็งแรง ประกอบกับแผนที่ของเมืองเอียนไถจะคล้ายกับสัตว์ทะเลประเภทนี้ ชื่อเว็บ "สุยหมู่" จึงเป็นเคล็ดว่าเว็บนี้จะมีแต่เข้มแข็ง แต่ช่วงที่เปิดเว็บนี้ครั้งแรก คนส่วนใหญ่ต่างเข้าใจผิดคิดว่าขายอาหารทะเลเสียอีก
นอกจากนี้ยังมีเว็บ "เหล้าจีน" ซึ่งทำร่วมกับหนังสือพิมพ์ "เหล้าจีน" เป็นการรวบรวมเหล้าของจีนมาไว้ในเว็บ มีเว็บไซต์ทั่วไป และเว็บไซต์ผู้หญิง 37 องศา
หนังสือพิมพ์เอียนไถยังได้เร่งพัฒนาสื่ออื่นไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ เยลโลเพจเจส สคริปต์ข่าว ตัววิ่ง เอสเอ็มเอส คลิปข่าวบนเว็บ มือถือ วิดีโอคลิป อินเตอร์แอ็กทีฟ เป็นต้น
ทั้งนี้เป็นเพราะตระหนักว่าหนังสือพิมพ์จะได้รับผลกระทบจากสื่อออนไลน์มาก จึงต้องเร่งหาสื่ออื่นมาแทนหนังสือพิมพ์
"หนังสือพิมพ์เอียนไถได้ปรับเปลี่ยนวิธีทำงานใหม่หมด จากเดิมที่มุ่งทำข่าวเพื่อหนังสือพิมพ์ แล้วเว็บไซต์ก็นำข่าวจากหนังสือพิมพ์ไปขึ้นหน้าจอ ซึ่งขัดกับวิธีปฏิบัติที่เป็นจริงที่เน้นเรื่องความไวเป็นสำคัญ นั่นก็คือต้องพึ่งพาเว็บไซต์เป็นหลัก ถ้าเราทำเหมือนเดิม กลายเป็นว่าหนังสือพิมพ์ต้องตามข่าวจากเว็บไซต์กับโทรทัศน์
"ทางแก้ก็คือปรับเปลี่ยนการทำงานใหม่ โดยรวมนักข่าวมาอยู่ที่ศูนย์เดียวกัน ตั้งเป็นสำนักข่าว จากนั้นส่งนักข่าวไปทำข่าวแค่คนเดียว มีโน้ตบุ๊ก มือถือ กล้อง ส่งข่าวกลับมาที่สำนักข่าว แต่จะต้องส่งข่าวทางสื่อใหม่คือมือถือก่อน ตามด้วยเว็บไซต์และหนังสือพิมพ์ ซึ่งกว่าจะถึงมือคนอ่านก็ต้องวันถัดไป"
บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เอียนไถให้ข้อคิดก่อนจะเสริมว่า "หลังจากปรับวิธีทำงานใหม่แล้ว ความแตกต่างของข่าวจะเห็นได้ชัดขึ้น สื่อใหม่จะเล่าเหตุการณ์เพียงอย่างเดียว ส่วนหนังสือพิมพ์จะเน้นที่เจาะข่าวให้ลึกมากขึ้น"
บรรณาการหนังสือพิมพ์เอียนไถย้ำว่า ถ้าทำอย่างนี้ก็ไม่ต้องลดนักข่าวหรือป่าวร้องว่าหนังสือพิมพ์ตายแล้ว หนำซ้ำยังแก้ปัญหาข่าวซ้ำน่าเบื่อ ที่สำคัญหนังสือพิมพ์แต่ละฉบับจะต้องกำหนดแนวทางของหนังสือให้ชัดเจน เช่นเอียนไถรายวันเสนอข่าวของพรรคและข่าวราชการ ฉบับบ่ายเป็นข่าวคนทั่วไป จึงต้องเสนอข่าวที่สนองรสนิยมของคนอ่านว่าเป็นเช่นใด คนอ่านส่วนใหญ่จะอ่านฉบับเช้า ส่วนคนอ่านกรอบบ่ายส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น ข่าวก็ต้องเหมาะสมกับคนวัยนี้
ด้านสำนักข่าวจะนำเสนอข่าว 2 แบบ คือข่าวพิเศษ ข่าวสกู๊ป และข่าวเจาะสำหรับหนังสือพิมพ์ฉบับใดฉบับหนึ่ง นอกจากนี้ ยังมีคอลัมน์พิเศษสำหรับหนังสือพิมพ์บางฉบับ แต่ก็มีกำหนดเวลาที่จะใช้ เช่นการวิเคราะห์ข่าวสำหรับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งจะใช้แค่ 1 เดือน จากนั้นทุกคนก็มีสิทธิใช้ได้ ข่าวประเภทที่สองก็คือข่าวสาธารณะ ใช้ได้ทุกสื่อ
ในส่วนของการขยายการลงทุนนั้น หนังสือพิมพ์เอียนไถไม่มีการลงทุนในโรงแรม ทำแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และสำนักงานเป็นหลัก แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้รวมตัวกับหนังสือพิมพ์ซินเกียง ซินหัว และหนังสือพิมพ์อีกหลายฉบับ ตั้งเป็นบริษัทจะจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์
ในปีกระต่ายนี้ จะร่วมกับหนังสือพิมพ์อีก 20 ฉบับตั้งเป็นบริษัทเว็บไซต์ข่าว
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



