ข่าว

"มาร์ค"ยันไม่แลกผู้ต้องหากับกัมพูชา

"มาร์ค"ยันไม่แลกผู้ต้องหากับกัมพูชา

15 ม.ค. 2554

นายก"อภิสิทธิ์" ปัดไม่มีการแลกเปลี่ยนผู้ต้องหากับกัมพูชา วอนส.ส.ปชป.ไม่ต้องไปเยี่ยมพนิช เชื่ออีก 5 คนมีหวังได้ประกันตัว แนะผบ.ทบ.อดทนหลังถูกม๊อบกล่าวหาว่าทหารมีผลประโยชน์

(15ม.ค.) เวลา 11.30 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ร้านสีลมวิลเลจ ซอยสุขุมวิท 31 ถึงกรณีที่ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะเดินทางไปเยี่ยมนายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ส.ส.กทม. ที่ประเทศกัมพูชา แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคงและเลขาธิการพรรคออกมาห้ามปรามเพราะเกรงว่าจะเป็นการกดดันรัฐบาลกัมพูชาว่า เรื่องนี้ได้บอกส.ส.ไปแล้วว่า ทราบดีว่าทุกคนเป็นห่วงเป็นใย และตนเองก็ได้บอกกับนายพนิช ไปแล้วว่าทุกคนเป็นห่วงแต่คิดว่าเพื่อให้การทำงานในเรื่องการช่วยเหลือ ทั้ง 7 คนเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด ไม่อยากให้มีอะไรมาแทรกซ้อน หรือมีการไปตีความ หรือไปทำให้เกิดความสับสนได้ จึงคิดว่าควรที่จะรอดูสถานการณ์สักระยะหนึ่ง จากที่ทางกัมพูชาแถลงมาเมื่อวันที่ 14 ม.ค.ก็น่าจะได้ข้อยุติในระยะเวลาอีกไม่นาน

 นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนคนไทยที่เหลืออีก 5 คนนั้นคาดว่าน่าจะมีความหวังที่ทางกัมพูชาจะให้ประกันตัว โดยทางรัฐบาลไทยให้ทางฝ่ายกฎหมายช่วยเหลืออย่างเต็มที่ เพราะอยากให้ทั้งหมดได้รับผลการปฎิบัติเหมือนกัน ส่วนการจะให้ประกันตัวอย่างไรหรือครั้งละกี่คนนั้นอยู่ที่ศาล เพราะการยื่นอุทธรณ์ยื่นไปให้ครบทั้งหมด  ส่วนที่กระแสข่าวที่ว่ารัฐบาลไทยจะมีการแลกเปลี่ยนนักโทษชาวกัมพูชา 2 คนมีความสัมพันธ์กับทางสมเด็จฮุนเซนนั้นเรื่องนี้ตนไม่ทราบและไม่เคยได้ยิน

 “กรณีของชาวกัมพูชาที่อยู่ที่นี่จะมีในส่วนของนักโทษที่ต้องคดีส่วนใหญ่คดียุติแล้ว เป็นเรื่องความผิดต่างๆ อาทิ เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย  และมีการควบคุมตัวอยู่ ไม่มีรายงานว่ามีอะไรเป็นพิเศษ คนเหล่านี้ได้รับการปฏิบัติอย่างที่เราปฏิบัติโดยทั่วไป ยืนยันได้ว่า ไม่มีกรณีการแลกเปลี่ยนผู้ต้องหา เพราะมีข้อตกลงว่าถ้ามีการส่งตัว จะมีข้อตกลงเรื่องการไปรับโทษที่โน้น เช่นว่ามีข้อตกลงเมื่อเดือนส.ค. 2552 เรื่องกรณีนักโทษที่เข้าข่ายสามารถกลับไปรับโทษ ในประเทศตนเองได้ ส่วนกรณีการจับกุมตามแนวชายแดน ได้ใช้แนวทางปฏิบัติที่บอกว่าเมื่อมีการสอบสวนแล้วไม่มีอะไรให้ส่งกลับอย่างกรณีนักโทษที่ส่งกลับไปนั้นเป็นไปตามข้อตกลงเดิม คือที่จะส่งไปในเดือนม.ค.และมีนาคม ” นายอภิสิทธิ์กล่าว

 ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ออกมากล่าวถึงกลุ่มเคลื่อนไหวที่จะเดินทางไปบริเวณชายแดน อาจทำให้เกิดเรื่องุย่งยาก และไม่พอใจเรื่องที่ออกมากล่าว่าทหารมีผลประโยชน์ โดยระบุด้วยว่าใครมีหลักฐานให้เอาออกมานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ต้องบอกว่ามีการกล่าวหากันเกือบทั้งนั้น ไม่เฉพาะในส่วนของกองทัพ ตนก็ถูกกล่าวหาว่าขายชาติบ้าง ไปห้ามปรามไม่ให้ประชาชนที่มาพบตน เมื่อวันก่อนไปพูดจาในเรื่องต่างๆ ทั้งที่จริงแล้ว ตนทำงานไม่ได้มีประโยชน์อื่นเลย พยายามที่จะดูประโยชน์ของประเทศให้มากที่สุด ขณะเดียวกันในเรื่องของประชาชนสิ่งเดียวที่ขอคือพยายามอย่าพูดอะไรที่ไปกระทบกระทบ 7 คนไทย ซึ่งไม่ได้ไปเกี่ยวอะไรกับประโยชน์ของรัฐบาลเลย

 “ผมเข้าใจครับว่า ท่านผบ.ทบ.อาจจะมีความรู้สึกว่า พอถูกกล่าวหาก็มีความรู้สึก ก็ต้องช่วยกันอดทน อดกลั้นและคิดว่าเมื่อการช่วยเหลือ 7 คน ประเด็นที่ค้างคาอยู่ เช่นปัญหาของประชาชนเรื่องที่ทำกิน ก็ได้บอกรมว.กลาโหม ว่า เรื่องนี้ต้องและแก้ไข รวมถึงปัญหาตลอดแนวชายแดนว่า ถ้ายังมีแนวปฏิบัติ หรือประเด็นอะไรที่จะส่งผลกระทบต่อสิทธิอธิปไตยของประเทศต้องมาสะสางให้หมด แต่ในชั้นนี้เรื่องของ 7 คนเป็นเรื่องลำดับความสัมพันธ์อันแรกก่อน ” นายกรัฐมนตรีกล่าว

 เมื่อถามว่าจำเป็นต้องจัดหาหรือส่งใครไปเจรจากับกลุ่มเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจง ถ้าเขาพร้อมจะคุยเราก็จะส่งคนไปคุย แต่ปัญหาคือการชี้แจงบางครั้งเข้าใจไม่ตรงกันแต่ที่ขอไว้คือการให้ข้อมูลอะไรก็ตามขอให้รัดกุม เพราะบางครั้งไปหยิบเอาข้อมูลที่เกิดจากความเข้าใจผิด เลยไปทำให้คนเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรงขึ้น เช่นเรื่องปัญหาประชาชนมีเอกสารสิทธิ์ กับ 7 คนนั้น ก้ได้อธิบายไปแล้วว่าเอกสารสิทธิที่ยื่นมาตรวจสอบแล้วอยู่ในไทยทั้งหมด แต่บุคคลที่ถูกจับกุมทั้ง 7 คนไม่ได้ถูกจับกุมบนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ และเมื่อนำไปปนกันก็ทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้

 ผู้สื่อข่าวถามว่าทางไทยจะเป็นคนตั้งเรื่องนี้ขึ้นมาหารือกันใหม่อีกหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ที่จริงนายอัษฏา ชัยนาม ประธานเจบีซี คนใหม่ ได้เดินทางไปเมื่อต้นสัปดาห์ ได้เริ่มหารือ ถึงแนวทางต่างๆที่รายงานมาเบื้องต้น บอกว่าเป็นไปด้วยความเข้าใจที่ดี