
"ไชยวัฒน์"อ้างแหล่งข่าวยันลวง"วีระ"ไปถูกจับ
"ไชยวัฒน์"อ้างแหล่งข่าวทหารนอกประจำการปูดแผนลวงคนไทยถูกจับ วอนคนไทยชุมนุมรักษาเกียรติภูมิประเทศไทย เตรียมทบทวนบทบาทหากไร้การสนับสนุน "การุณ"จวกสถานทูตทำตัวเป็นอุปสรรค ช่วย 7 คนไทย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายการุณ ใสยงาม และมล.วัลวิภา จรูญโรจน์ แกนนำ เครือข่านประชาชนไทยหัวหใจรักชาติร่วมแถลงข่าวความคืบหน้าช่วย 7 คนไทย นายไชยวัฒน์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูล จากแหล่งข่าวระดับสูงที่เป็นทหารนอกประจำการ ของไทย พบข้อมูลตรงกันว่า นายวีระถูกหลอก ให้เดินทางไป ชายแดนไทย-กัมพูชาเพื่อให้ถุกจับตัว โดยมีคนในรัฐบาลไทยสมคบ กับรัฐบาลฮุนเซ็น เพื่อจับกุมตัวนายวีระไปติดคุก โดยกรณีดังกล่าวพล.อ.เจี๊ยบ มีชัย ทหารกัมพูชา สั่งการ ให้ทหารที่มาเล่นการพันที่บ่อยปอยเปต รอจับกุมตัวคนไทยทั้ง 7 มีข้อสังเกตว่าปกติตลอดถนนศรีเพ็ญ จะต้องมีด่านตรวจ มากกว่า 10 ด่าน แต่ในวันเกิดเหตุ กลับไม่มีด่านตรวจของตชด.แม้แต่ด่านเดียว
สำหรับการต่อสู้คดี ลำดับแรก จะเป็นปฏิเสธอำนาจศาลกัมพูชาว่าไม่มีอำนาจ พิจารณาคดีการจับกุมตัวคนไทย จากดินแดนไทยไปในฝั่งเขมร แต่ทราบว่ารัฐบาลไทยได้มีแนวทางในการต่อสู้คดีคือจะให้คนไทยทั้ง 7 รับสารภาพว่าพลัดหลงไปในดินแดนกัมพูชาโดยไม่มีเจตนา ซึ่งเครือข่ายคนไทยรับไม่ได้ จึงได้ประสาน เพื่อเตรียมแนวทางต่อสู้คดีและจัดทำเอกสาร ในการต่อสู้คดีอย่างละเอียด เพื่อส่งให้ นายวีระและจำเลยคนอื่น นอกจากนี้ตนยังขอเรียกร้องไปยังประชาชนให้ออกมารวมตัวกันที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อรักษาเกียรติภูมิให้ประเทศไทย แต่หากยังไม่ได้รับการสนับสนุนจากมวลชนเพิ่มมากขึ้นตนและเครือข่ายก็จะพิจารณาบทบาทอีกครั้ง
นายการุณ กล่าวว่า นายวีระ เคยถูกจับกุมตัว ที่บริเวณดังกล่าวมาครั้งหนึ่งจากการไปตรวจสอบการปักหมุดที่ 46 นายวีระไม่ประสงค์จะเข้าไปดูสถานที่ดังกล่าวเพื่อให้ถูกจับรอบสอบแต่การเดินทางไปเพราะนายพนิช ในกมธ.ศึกษาเจดีซี 3 ฉบับ ขอให้นายวีระพาไปดูจนถูกจับกุม ทั้งนี้จากการเดินทางประสานเพื่อช่วยคนไทยทั้ง 7 ของ ตนมีอุปสรรคขัดขวางมากมายจากสถานทูตไทยในพนมเปญ ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อทนายคความชาวกัมพูชา ซึ่งสถานทูตไม่ยินยอมให้ความร่วมมือ ไม่เปิดเผยแม้กระทั่งหมายเลขโทรศัพท์
ทั้งนี้นายปราสาท วินิจ ทูตไทย พูดกับกลุ่มตนว่า หากพิจารณาแผนที่ที่ถูกต้อง ครึ่งหนึ่งของอ.ตาพระยาจะเป็นของกัมพูชา พวกตนต้องฟังด้วยความอดทนเพราะต้องการความร่วมมือในการ พบทนายความและเข้าเยี่ยมจำเลยคนไทย แต่ตลอดทั้งสัปดาห์ ที่อยู่ในกัมพูชา ก็ไม่เคยได้พบทนายจึงงพยายามประสานผ่านเครือข่ายทหนายความ จนสามารถติดต่อทนายความทางโทรศัพท์ ซึ่งได้ความว่าการจะพบกับคณะของตน ทนายความต้องขออนุญาตจากทูตไทยก่อน ส่วนค่าใช้จ่ายในการว่าความสู้คดีให้กับคนไทย คนละ 2 แสนบาทสถานทูตไม่มีงบประมาณดังกล่าวแต่มีพ่อค้าช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวให้ พวกตนจึงพยายามแสวงหาข้อมูลจนทราบว่านายพัด สุภาพงษ์ สว.กัมพูชา ซึ่งมีความใกล้ชิดกับฮุนเซนเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องค่าทนายความ
โดยแนวทางการต่อสู้คดี จะเป็นไปตามที่ทูตไทยและรัฐบาลกำหนดคือยอมจำนน รับสวารภาพ โดยไม่มีหลักฐานต่อสู้คดี จากนั้นก็จะขอพระราขทานอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา แต่นายวีระไประบุในท้ายคำร้องของคำให้การว่า อ่านและฟังภาษากัมพูชาไม่รู้เรื่องแล้วเซ็นชื่อกำกับ กรณีดังกล่าว ทำให้สามารถยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อให้จัดล่าม ให้กับนายวีระได้ โดยในสัปดหาหน้าตนและขณะไปเขมรอีก เพื่อขอเข้าเยี่ยม นายวีระและจำเลยคนอื่นส่วนนายพนิช ได้รับแจ้งจากสถานทูตไทยใหนกัมพูชาว่า ไม่ประสงค์จะพบกับคณะของตนเพราะมีแนวทางต่อสู้คดีของตนเองแล้ว ดังนั้นตนจะเตรียมเอกสารคำให้การคำแถลงการณ์แปลเป็นภษาไทย อังกฤษ และกัมพูชา เตรียมให้นายวีระและคนอื่น ยื่นแถลงต่อศาลและจะแจกจ่ายคำให้การไปทั่วโลก ระหว่างนี้ขอเรียกร้องให้นายกฯ นายสุเทพ นายกษิตหยุดเบิกความเป็นพยานให้กัมพูชาเพื่อลงโทษคนไทย
มล.วัลวิภา กล่าวว่า รัฐบาล อาจมองเรื่องการจับกุมคนไทยทั้งเจ็ดเป็นเรื่องเล็ก จึงกำหนดแนวทางการต่อสู้คดีให้รับสารภาพ แต่เครือข่ายคนไทยมั่นใจในหลักฐาน จึงออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมและจะทำให้คนทั้งโลกรู้ความจริง



