ข่าว

นำห้องสมุดมาใส่ในแบคทีเรีย

นำห้องสมุดมาใส่ในแบคทีเรีย

15 ม.ค. 2554

ลองใช้จินตนาการของคุณวาดภาพห้องสมุดขนาดใหญ่ที่มีหนังสือหนานับล้านเล่ม กินเนื้อที่ในห้องใต้ดินขนาดยักษ์ของตึกลึกลับแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่นอกเมือง... และนึกถึงแบคทีเรียตัวจิ๋วที่ต้องมองผ่านกล้องจุลทรรศน์กำลังสูง

 ภาพแรกที่คุณคิดถึงจะกลายเป็นอดีต ส่วนภาพหลังนั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของการเก็บข้อมูล หรือที่เรียกว่า ดาต้า สโตเรจ ซึ่งนับวันจะยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น

 นับตั้งแต่มนุษย์เริ่มต้นวาดภาพบนผนังถ้ำ หรือจดบันทึกลงในหนังสือจนถึงปัจจุบัน การเก็บข้อมูลได้เปลี่ยนไปจากการเก็บในรูปแบบอะนาล็อก ที่ต้องใช้การเขียน หรือบันทึกในรูปแบบภาพ มาเป็นการเก็บข้อมูลด้วยการเข้ารหัสดิจิทัล ที่แปลงข้อมูลอะนาล็อกมาเป็นตัวเลข 0 กับ 1 มาร้อยเรียงในรูปแบบเฉพาะเพื่อผู้ถอดรหัสจะถอดความกลับมาได้เป็นข้อมูลหลักเช่นเดิม

 ด้วยระบบดิจิทัลนี่เองทำให้มนุษย์สามารถพัฒนาแหล่งเก็บข้อมูลชนิดใหม่ที่อาศัย “ศัตรู” มาเป็น “มิตร” หรือการพัฒนาเทคโนโลยีวิศวพันธุกรรมนำเอาแบคทีเรีย อี-โคไล ที่เป็นสาเหตุของโรคท้องร่วงร้ายแรงถึงชีวิต มาเป็นแหล่งเก็บข้อมูลชั้นดี

 ว่ากันว่าแบคทีเรีย อี-โคไล จำนวน 1 กรัม สามารถเก็บข้อมูลได้เท่ากับฮาร์ดดิสก์ขนาด 2 เทราไบต์ จำนวน 450 ลูก หรือข้อมูลในหนังสือล้านล้านเล่ม

 ความคิดดังกล่าวได้รับการพิสูจน์ว่าจะเกิดขึ้นจริงได้โดยทีมนักวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง ไชนีส ที่ประสบความสำเร็จจากการประกวดโครงการวิทยาศาสตร์ระดับเหรียญทองรางวัลไอเจม ประจำปี 2553 ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสซาชูเซตส์ (เอ็มไอที) สถานศึกษาชั้นนำด้านเทคโนโลยีแห่งสหรัฐอเมริกา เป็นผู้จัดขึ้น โดยมีผู้เข้าร่วมการประกวดจากทั่วโลก

 ผลงานของทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดยนายอัลดริน ยิม เป็นการก้าวกระโดดจากผลงานของนักวิทยาศาสตร์ญี่ปุ่นที่ส่งเข้าประกวดรางวัลไอเจมในปี 2550 ที่ในเวลานั้นเทคโนโลยียังสามารถทำให้มนุษย์บรรจุสมการที่พิสูจน์อัตลักษณ์ของสูตรอมตะ “E=MC2” ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ลงในเซลล์แบคทีเรียเท่านั้น

 นายยิม ยืนยันว่าผลงานของทีมจากฮ่องกง สามารถพัฒนาให้การเก็บข้อมูลภาพ เสียง ตัวอักษร หรือวิดีโอในรูปแบบดิจิทัล ลงในเซลล์ของแบคทีเรีย อี-โคไล ได้อย่างไม่ขัดเขิน โดยได้คิดค้นวิธีการแบ่งไฟล์ออกเป็นส่วนๆ และเก็บไว้ระหว่างผิวเซลล์แบคทีเรีย อี-โคไล ทำให้เมื่อแบคทีเรียแบ่งตัว ข้อมูลนั้นก็ไม่เปลี่ยนแปลง

 นอกจากนั้นยังคิดค้นวิธีระบุตำแหน่งของดีเอ็นเอแบคทีเรีย อี-โคไล เพื่อทำ “แผนที่” ข้อมูลที่เก็บไว้บนเซลล์แบคทีเรียเหล่านั้น

 ยิ่งไปกว่านั้นทีมงานยังได้สร้างระบบป้องกันการ “แฮ็ก” ข้อมูล ถึง 3 ชั้น ทำให้เชื่อได้ว่า “แฮกเกอร์” ของวิกิลีกส์ยังทำอะไรไม่ได้ เว้นแต่จะมีวิธีการละลายแบคทีเรียออกมาจากการแช่แข็งด้วยไนโตรเจนที่มีความเย็นระดับติดลบ 200 องศาเซลเซียสโดยไม่ทำลายเซลล์เหล่านั้นไป

...ในที่สุด แฮ็กเกอร์ของวิกิลีกส์ ก็เจอคู่ปรับตัวจริง