ข่าว

บชน.แจงมาร์คไม่ห้ามโจ๋ออกนอกบ้าน

บชน.แจงมาร์คไม่ห้ามโจ๋ออกนอกบ้าน

14 ม.ค. 2554

บชน.แจงนายกฯไม่ได้ห้ามโจ๋ออกจากบ้านแค่เข้มงวดสถานที่มากขึ้น ลั่นลดอาชญากรรม 20% ใน 6 เดือน อธิบดีกรมพินิจฯเด้งรับนโยบายสตช.ห้ามเด็กอายุ 18 ออกจากบ้าน เผยสำรวจพบเยาวชน 90% ทำผิดคดีอาญาออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม ชี้กม.ไม่ละเมิดสิทธิแต่เป็นการป้องกันและคุ้มครองไม

เมื่อเวลา 1 4.00 น. วันที่ 14 ม.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีให้สัมภาษณ์ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กรณีกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) เตรียมใช้อำนาจตามพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก ไม่ให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ออกจากบ้านหลังเวลา 22.00 น. ว่า ตนได้สอบถามไปยังบช.น. ได้รับการชี้แจงว่า ไม่ได้ห้ามออกจากบ้าน แต่จะเข้มงวดกวดขันกับบางสถานที่ เช่น ห้ามเข้าร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ดึก ๆ

 เมื่อถามว่าเหตุใดไม่ปิดร้านอินเตอร์เน็ตคาเฟ่ไปเลย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ร้านอินเตอร์ก็มีบริการที่มีประโยชน์และความจำเป็นอีกหลายเรื่อง

 ต่อข้อถามที่ว่าคิดว่าหลักคิดในการใช้อำนาจเข้าการควบคุมแทนการสร้างทัศนคติที่ถูกต้องหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราทำทุกทาง โดยเฉพาะการส่งเสริมให้ใช้สิ่งเหล่านี้ไปในทางสร้างสรรค์ แต่อะไรที่ช่วยให้การควบคุมง่าย โดยไม่สุดโต่ง ก็เห็นว่าทำได้ เช่นการจัดเรตติ้ง เวลาให้เหมาะสม

 เมื่อถามว่าเป้าหมายในการลดอาชญากรรม 20% ที่ประกาศไว้ สิ่งแรกที่ทำได้ง่ายสุดคืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ทำได้มี 2 เรื่อง 1.เทคโนโลยี ใช้ประโยชน์กับซีซีทีวีที่ไม่ใช่ของรัฐไปติดตั้งเพิ่มเติมในจุดที่มีอาชญากรรมเกิดขึ้นบ่อย 2.กำลังพล จะต้องบูรณาการสายตรวจ ทั้งของตำรวจ  อาสายุติธรรม  อาสาชุมชน  ทั้งนี้คาดว่าจะเห็นผลได้ในเวลา 6 เดือน ซึ่งพล.ต.อ.วิเชียร  พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร.ก็ยืนยันว่าทำได้

อธิบดีกรมพินิจฯเด้งรับนโยบาย

นายธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กล่าวถึงมาตรการของกองบัญชาการตำรวจนครบาลที่เสนอห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีออกจากบ้านหลังเวลาสี่ทุ่มว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับหลักการดังกล่าว และที่ผ่านมากรมพินิจฯเคยเสนอว่าเด็กไม่ควรจะออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม เพราะหลายประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ได้มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวแล้ว ขณะที่ประเทศไทยมีข้อกังวลว่าอาจจะมีเจ้าหน้าที่รัฐที่มีพฤติกรรมไม่ดี ใช้กฎหมายดังกล่าวไปหากินกับเด็กที่ต้องเรียนพิเศษหรือทำงานหลังเลิกเรียนซึ้งอาจจะเดินทางกลับบ้านไม่ทันสี่ทุ่ม อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าข้อกังวลดังกล่าวสามารถชี้แจงได้ เพราะเด็กที่เรียนพิเศษหรือถูกอทำงานหลังเลิกเรียนจะต้องมีบัตรนักศึกษาหรือบัตรทำงานแสดงต่อเจ้าหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่ควรนำปัญหาเล็กน้อยไปล้มหลักการที่เป็นประโยชน์

 “ผมเชื่อว่าผู้ปกครองส่วนใหญ่จะเห็นด้วยเพราะปัจจุบันเยาวชนจำนวนมากต้องออกจากบ้านเพื่อมาศึกษาข้ามจังหวัดและต้องพักอาศัยอยู่ในหอพักดังนั้นการออกกฎหมายห้ามเด็กต้องจากที่พักอาศัยในช่วงเวลาดังกล่าวจะทำให้ผู้ปกครองคลายความวิตก เนื่องจากเด็กวัยนี้ควรเรียนหนังสือและพักผ่อนให้เพียงพอ”อธิบดีกรมพินิจฯกล่าว

 นายธวัชชัย กล่าวว่า จากการสำรวจของกรมพินิจฯพบว่าเด็กที่กระทำความผิดถูกส่งตัวเข้ามาร้อยละ 80 -90 เปอร์เซ็นต์ มีพฤติกรรมออกจากบ้านหลังทุ่มเพื่อไปจับกลุ่มเที่ยวเตร่มั่วสุม ไม่เชื่อฟังผู้ปกครอง และมีการกระทำความผิดที่นำไปสู่การทำผิดกฎหมายอาญาตั้งแต่เป็นเยาวชน จึงถือว่าเด็กที่มักออกเที่ยวในเวลาหลังสี่ทุ่มไปแล้วมีความเสี่ยงสูง ซึ่ง ทำงานการออกกฎหมายบังคับใช้จะช่วยป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ส่วนหนึ่งแต่ไม่ทั้งหมด เพราะปัญหาสังคมต้องแก้ด้วยสามัญสำนึก

 นายธวัชชัย กล่าวยังอีกว่าว่า กรณีเด็กแว้นเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนของกลุ่มเด็กที่ออกจากบ้านหลังสี่ทุ่ม ทุกครั้งเมื่อถูกจับกุมดำเนินคดีพ่อแม่ก็ออกมาให้การปกป้องว่าใช่ลูกออกไปซื้อของตอนสีสอง แต่เมื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่าพ่อแม่จำเป็นต้องโกหกเพราะอยากปกป้องไม่ให้ลูกดำเนินคดี ดังนั้นจึงควรผลักดันให้มีมาตรการป้องกัน โดยกฎหมายดังกล่าวเป็นการคุ้มครองเด็กไม่ใช่ละเมิดสิทธิหรือบังคับเด็ก ทั้งนี้พบว่าในช่วงเปิดเทอมการกระทำความผิดของเด็กแว้นจะน้อยกว่าช่วงปิดเทอมหรือเทศกาลที่มีวันหยุดต่อเนื่องยาวนาน เพราะเด็กไม่ต้องไปเรียนหนังสือ ซึ่งมาตรการนี้ถือเป็นการตีกรอบให้เด็กปิดเทอมตลอดเวลา และหากเด็กออกจากบ้านหลังสี่ทุ่มจะไม่เน้นการลงโทษแต่ควรจะะเรียกพ่อแม่ผู้ปกครองมาอบรมเพื่อให้ปรับพฤติกรรม

 “ผมอยากเสนอให้เงื่อนไขนี้ครอบคลุมถึงผู้บริหารหอพักที่ควบคุมเด็กไม่ให้ออกจากหอพักหลังสี่ทุม เพื่อจะได้ช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองอีกทางหนึ่ง”อธิบดีกรมพินิจ กล่าว