ข่าว

ธรรมรักษ์วอนถอดสลักสงครามกลางเมือง

ธรรมรักษ์วอนถอดสลักสงครามกลางเมือง

14 ม.ค. 2554

หลังถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี ชื่อของ “บิ๊กแอ๊ด” พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) หรือที่รู้จักกันในฉายา “พิราบข่าว” ก็เงียบหายไปกับการเมือง โดยเฉพาะนับตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อปี 2549 เป็นต้นมา

ณ วันนี้เกือบ 4 ปีแล้วที่ พล.อ.ธรรมรักษ์ยังคงปิดตัวเงียบ ไม่ยอมตกเป็นข่าวใดๆ แต่เนื่องในโอกาสเทศกาลปีใหม่ 2554 บิ๊กแอ๊ดกลับยอมใจอ่อนเป็นครั้งแรก พร้อมกับแจกหนังสือ "กรรมของคนไทย ทำกันไว้เอง” ของพระพรหมคุณาภรณ์ ไว้เตือนสติคนไทย

 พล.อ.ธรรมรักษ์เริ่มเปิดประเด็นจากสถานการณ์อันยุ่งเหยิงในพรรคเพื่อไทยที่วันนี้ยังไม่สามารถหา "ผู้นำพรรคตัวจริง" เพื่อชูเป็นหัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกฯ ได้

 "พรรคการเมืองไหนไม่เป็นเอกภาพก็ถือว่าจบ" พล.อ.ธรรมรักษ์ สรุปถึงสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยในวันนี้

 "สมัยก่อนที่ผมเข้าไปร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย และเป็นประธานภาคอีสาน คนโน้นจะเอาอย่างนี้ คนนี้จะเอาอย่างโน้น เนื่องจากภาคอีสานจะมี ส.ส.มากที่สุด แต่อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร บอกแล้วแต่ผม ผมจึงดำเนินการทุกอย่าง โดยไม่สนใจว่าใครจะเอาอย่างไร ทำให้ผลการเลือกตั้งได้ ส.ส. 126 ที่นั่ง จาก 136 ที่นั่ง ซึ่งก่อนหน้านั้น ส.ส.ในพรรคบอกว่าทำไมถึงไปเอาคนนั้นคนนี้มา แต่ผมไม่สนใจหรอก ผมเอาเพราะมั่นใจ สุดท้ายคนที่ผมเลือกไว้ก็ได้เป็นผู้แทนกันเป็นแถว"

 เขายกตัวอย่างสถานการณ์ในพรรคเมื่อวันวานกับวันนี้ที่ต่างกันลิบลับ พร้อมย้ำว่า การดำเนินการพรรคการเมืองมีอยู่ 2 ปัจจัยสำคัญ คือ 1.จะต้องเป็นเอกภาพ 2.ต้องทำพรรคการเมืองเป็น คือจะต้องประสานกันได้ แต่ทุกวันนี้ไม่มีแบบนั้น ถึงได้เละเทะแบบนี้

 ส่วนผลการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมาวัดกันไม่ได้ เพราะสาเหตุที่แพ้ คือไม่เป็นเอกภาพ มัวแต่ทะเลาะกัน

 "พวกนี้ลูกน้องเก่าผมทั้งนั้น ผมรู้ดี แต่ก็ยอมรับว่าเป็นเพราะอำนาจรัฐส่วนหนึ่ง แต่อำนาจรัฐไม่ใช่ว่าจะชนะตลอดไป ถ้าอย่างนั้นใครเป็นรัฐบาลก็จะผูกขาดตลอดไป ดังนั้น ต้องช่วยกัน อย่าทะเลาะกัน ถ้าทะเลาะกันเมื่อไหร่พรรคก็แตกเร็วเท่านั้น เวลานี้พรรคไม่มีคนประสานที่ดี คนที่ไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาพูดนั่นพูดนี่ แต่ไม่รู้ว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือไม่"

 เขากล่าวเชิงตัดพ้อว่า ก่อนหน้านี้เขาก็เคย "เตือน" พ.ต.ท.ทักษิณ ก่อนการยึดอำนาจ และการล่มสลายของพรรคไทยรักไทยมาแล้ว แต่ไม่มีใครเชื่อจนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องกระเด็นจากเก้าอี้ ขณะที่พรรคไทยรักไทยก็ล่มสลายตามมา

 "ตอนนั้นผมเป็น รมว.กลาโหม และผมก็โตมาจากข่าว ตั้งแต่หัวหน้าผลิตข่าวกรอง กรมข่าวทหารบก เป็นฝ่ายเสนาธิการ กรมข่าวทหารบก ย้ายไปอยู่ฝ่ายข่าวกองทัพภาคที่ 4 เป็นผู้บัญชาการข่าวกรองทางทหาร เป็นผู้บัญชาการศูนย์รักษาความปลอดภัย มันจะไปรอดตาผมได้อย่างไร ไม่มีทาง แต่เขาไม่เชื่อผม เขาไม่ฟังเลยต้องเป็นแบบนี้ เรื่องนี้ถือว่าเป็นกรรมมั้ง”

 ส่วนการเมืองบนท้องถนนที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง พล.อ.ธรรมรักษ์วิงวอนว่า อย่าให้ประชาชนทะเลาะกันเลย ดูแล้วปวดหัว และบ้านเมืองก็จะเสียหายไปเรื่อยๆ

 "ผมทำงานการเมืองมาตลอด โดยเฉพาะการข่าวจึงเป็นห่วงบ้านเมือง สมัยก่อนเคยต่อสู้กับผู้หลงผิด มีการรบราฆ่าฟันกัน ซึ่งรุนแรงกว่าปัจจุบัน แต่สุดท้ายก็ยังปรองดองร่วมมือกันแก้ปัญหาให้จบได้ด้วยดี แต่วันนี้เป็นปัญหาใหม่ที่ผมเป็นห่วง ไม่อยากเห็นประเทศเกิดสงครามกลางเมือง อยากให้ผู้เกี่ยวข้องเข้าใจว่าอาจมีขบวนการลึกลับอะไรอยู่หรือไม่ที่บ่อนทำลายทั้งสถาบันนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และสถาบันกองทัพ รวมถึงการทำลายสถาบันต่างๆ สร้างความแตกแยกให้คนในชาติ"

 พล.อ.ธรรมรักษ์ออกปากเตือนอย่างจริงจังว่า ขอให้ระวัง หากปล่อยไว้ ไม่แก้ปัญหาจะเกิดการต่อสู้ของคนในชาติ และจะเป็นการ "ต่อสู้ในเมือง" ที่อันตราย และรุนแรงมาก จึงอยากให้ช่วยกันลดเงื่อนไข และอย่าผลักไสให้เกิดการต่อสู้กันเด็ดขาด

 อย่างไรก็ตาม เขามองว่า สถานการณ์วันนี้ไม่มีอะไรรุนแรงเท่าสมัยเก่าจึงน่าจะแก้ปัญหาง่ายกว่า และขอร้องคนไทยว่าอย่าขัดแย้งกัน ควรที่จะลดราวาศอกกันบ้าง อย่ามุ่งที่จะเอาแต่ชนะคะคานกันโดยไม่สนใจความเสียหายของบ้านเมือง

ปัญญา ทิ้วสังวาลย์