ข่าว

"ไทยพาณิชย์-กสิกรฯ"ขึ้นดบ.สองขา"กรณ์"ย้ำดอกเบี้ยขาขึ้น-เชื่อไม่กระทบผู้ประกอบการ

"ไทยพาณิชย์-กสิกรฯ"ขึ้นดบ.สองขา"กรณ์"ย้ำดอกเบี้ยขาขึ้น-เชื่อไม่กระทบผู้ประกอบการ

14 ม.ค. 2554

สองแบงก์ใหญ่ "ไทยพาณิชย์-กสิกรไทย" รับลูก ประกาศขึ้นดอกเบี้ยทั้งเงินกู้และเงินฝาก แบงก์ไทยพาณิชย์เอาใจผู้ฝาก จัดแคมเปญเงินฝากประจำให้ดอกเบี้ยสูง 4.25% "กรณ์" ยอมรับดอกเบี้ยขาขึ้น แต่ไม่กระทบผู้ประกอบการ เหตุดอกเบี้ยของไทยยังอยู่ในระดับต่ำ

 หลังจากคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% และธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้เป็นรายแรกไปแล้ว ล่าสุด ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วยเช่นกัน

 นายสมเกียรติ ศิริชาติไชย รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2554 โดยอัตราดอกเบี้ยเงินฝากปรับเพิ่ม 0.10-0.50% และเงินกู้ปรับเพิ่มขึ้น 0.25% ซึ่งการปรับอัตราดอกเบี้ยของธนาคารในครั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของทางการและภาวะการแข่งขัน

 นางกรรณิการ์ ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า ธนาคารได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยทั้งเงินฝากและเงินกู้ทุกประเภท โดยในส่วนของเงินฝากปรับเพิ่มขึ้น 0.12-0.35% ต่อปี ตามวงเงินและระยะเวลาการฝาก และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ปรับขึ้น 0.225-0.350% ต่อปี ตามประเภทของอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ มีผลตั้งแต่วันที่ 14 มกราคม 2554 และเพื่อเป็นของขวัญแก่ลูกค้าต้อนรับปีกระต่าย ธนาคารได้จัดแคมเปญบัญชีเงินฝากประจำ "ได้กับได้" มอบอัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นทุก 5 เดือน พร้อมรับสิทธิพิเศษถอนเงินช่วงใด ได้รับอัตราดอกเบี้ยช่วงนั้น โดยอัตราดอกเบี้ยสูงสุดอยู่ที่ 4.25% ต่อปี

 นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงทิศทางดอกเบี้ยในประเทศว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในประเทศสามารถจะปรับเพิ่มขึ้นได้อีก แต่จะอยู่ในระดับที่ไม่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ เนื่องอัตราดอกเบี้ยของไทยยังถือว่าอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อ และยังเป็นระดับที่ต่ำกว่าหลายประเทศ ยกเว้นประเทศเกาหลี

 ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงินได้ส่งสัญญาณชัดเจนแล้วว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ในลักษณะขาขึ้น เพื่อดูแลอัตราเงินเฟ้อ โดยหากดูพฤติกรรมของตลาดในภูมิภาค หรือแม้แต่นักลงทุนเองก็ส่งสัญญาณในทิศทางเดียวกัน เพราะทั่วทุกตลาดให้น้ำหนักปัญหาเงินเฟ้อ ฉะนั้นถ้าประเทศไทยล้าหลังกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็จะมีผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

 อย่างไรก็ตาม ในแง่ผลกระทบต่ออัตราแลกเปลี่ยนนั้น จะพบว่า แม้อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับเพิ่มขึ้น แต่หลายเดือนที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนยังนิ่งจากระดับ 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 30 บาทเศษต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อผู้ประกอบการ ในทางกลับกัน ประชาชนส่วนใหญ่กลับให้ความสำคัญกับเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากปัญหาราคาน้ำมันมากกว่า