
ใช้หลักธรรมวิเศษรับมือวิกฤติศก.
การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว (ในบางครั้งก็ดูจะไร้ทิศทาง) ที่ยากจะคาดเดาของเศรษฐกิจ โลก ก่อให้เกิดเป็น วิกฤติเศรษฐกิจ หลายครั้งหลายครา ดูจะเป็นวังวนที่ไม่มี บทเริ่มต้น ไม่มีบทสุดท้าย ทำให้ผมอยากรู้ว่า ธรรมะ จะสามารถไปด้วยกันได้กับวิถีชีวิตที่วุ่นว
ในช่วงวันหยุดตรุษปีใหม่ ผมมีโอกาสปลีกวิเวกไปต่างประเทศทำให้มีโอกาสได้อยู่กับตัวเอง นั่งนิ่งๆ เงียบๆ อ่านคำสอนของปราชญ์ทางด้าน “พุทธศาสนา” ที่มีชื่อก้องโลกสองท่าน คือ “พุทธทาสภิกขุ” และ “ติช นัท ฮันห์” ทั้งสองท่านพูดตรงกันว่า “กลับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ มีสติรู้ตัวทั่วพร้อม” ซึ่ง “พุทธทาสภิกขุ” ได้เน้นย้ำเรื่อง “ทุกข์” และเรื่อง “ดับทุกข์” อีกทั้งยังไม่ต้องแสวงหาสิ่งใดให้ไกลตัว ทุกย่างก้าวคือ การบรรลุถึงจุดหมายแบบ “ทางสายกลาง” ยังให้ดำเนินชีวิตแบบ “ไม่ต้องเก่ง แต่ทำจริง”
นอกจากนั้นปราชญ์อีกท่านหนึ่ง คือ “ติช นัท ฮันห์” ได้กล่าวไว้เช่นกันว่า “ทุกอย่างเป็นเพียงการสืบเนื่องกัน เช่นเดียวกับเมฆกลายเป็นฝนและฝนก็มาเป็นส่วนหนึ่งของน้ำชาถ้วยนี้” อีกทั้งยังเดินตามหลัก “ธรรม” อันวิเศษ คือ “อิทัปปัจจยตา” ที่มีประเด็นสำคัญที่ผมพอจะจับเป็นประเด็นได้ คือ “เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ”
ในสังคมโลก “ติช นัท ฮันห์” แห่ง “เวียดนาม” ได้รับการยกย่องและยอมรับว่าเป็นปรมาจารย์ “เซน” นิกาย “มหายาน” เป็น “แม่ทัพธรรม” ที่สำคัญของ “พุทธศาสนา” อีกทั้งยังได้รับการยกย่องจากชาวตะวันตก ว่าเป็น “Living Buddha” ซึ่งหมายถึง “ผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน” อยู่ตลอดเวลาและยังได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณที่สำคัญของ “พุทธศาสนา” อีกท่านหนึ่งของโลกที่ยังมีชีวิต รองจาก “ท่านทะไล ลามะ” แห่ง “ทิเบต” ที่คล้ายกันคือ ต้องอพยพลี้ภัยสงคราม และได้ทุ่มเทเวลาทั้งชีวิตให้แก่การเรียกร้องสันติภาพ ยุติสงครามและความขัดแย้งให้แก่สังคมโลก
ท่านยังทิ้งปริศนา “ธรรมะ” ที่จับใจผมอีกว่า “ถ้าท่าน (คิดว่า) ไม่มีปัญหาในปัจจุบัน ท่านก็จะไม่มีปัญหาอะไรอีกเลย (ในอนาคต) ดังนั้นอย่าเชื่อว่าเรากำลังมีปัญหาอยู่ เพราะสิ่งเหล่านั้นคือ ความกังวลในอดีต อดีตได้ผ่านไปแล้ว ให้บอกว่า ณ ขณะนี้ ไม่เป็นไรแล้ว ไม่มีปัญหาในปัจจุบันแล้ว” ซึ่งแนวคิดในลักษณะนี้ช่างเป็นวิถีที่ “เรียบง่าย งามง่าย” แต่ก็ชัดเจน และลึกซึ้งมากครับ เพราะจำเป็นที่จะต้องเตือนสติตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่า “ไม่มีปัญหาอะไรในปัจจุบัน (ที่เหลือบ่ากว่าแรงจนแก้ไขไม่ได้)” ทำไมยังต้องกังวล ทำไมจึงยอมให้ความโกรธและความกลัวเข้าครอบงำ ให้กลับมาอยู่กับปัจจุบัน
สำหรับผมแล้วคือ วิสัยทัศน์และกระบวนทัศน์สำคัญที่จะทำให้ผมได้มีโอกาสเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตอย่างลึกซึ้งอย่างมีสติ ในทุกขณะจิต แล้วจะเข้าถึงความสุขที่แท้จริงและยั่งยืนได้ และนั่นคือ การฝึกปฏิบัติที่จะอยู่กับปัจจุบันขณะ ให้ทุกอย่างคงไว้ซึ่งแก่น ซึ่งก็สามารถลงมือทำได้ง่ายๆ เพียงกลับมาอยู่กับลมหายใจของตัวเองอย่างมีสติเท่านั้น
สรุปคร่าวๆ แล้วในภาพรวมปราชญ์ทาง “จิตวิญญาณ” ที่มีชื่อก้องโลกทั้งสองท่านได้สอนหลัก “ธรรม” อันวิเศษเรื่อง “ปรมัตถธรรม” คือ “ทุกข์”และการ “ดับทุกข์” ท่านสอนให้เราสนใจ “ชีวิตปัจจุบัน” มากกว่า “ชีวิตในอนาคต” มุ่งเน้นการลงมือ “ทำงาน” อย่าง “มีสติ” ตั้งอยู่กับ “ปัจจุบันขณะ” เพราะสำหรับปราชญ์ทั้งสองการ “ทำงาน” คือการ “ปฏิบัติธรรม” อันเป็นวิถีชีวิตแห่งการแปรเปลี่ยนและการเยียวยา เมื่อได้รับรู้และเรียนรู้หลัก “ธรรม” อันวิเศษนี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นปี “กระต่ายทอง” หรือ “กระต่ายตื่นตูม” ก็ไม่ได้มีความแตกต่างอะไรกันมากมายครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



