
พุทธศาสนาแบบไทยๆ
มีเพื่อนบางคนตั้งข้อสังเกตว่าปัจจัยและเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สุโขทัยแยกตัวเป็นอิสระจากอำนาจของขอมได้สำเร็จก็คือพุทธศาสนา เพราะในเวลาที่พุทธศาสนาเริ่มรุ่งเรืองในดินแดนสุโขทัยนั้น ขอมส่วนใหญ่ยังนับถือศาสนาพราหมณ์ ซึ่งมีหลักปรัชญา หลักปฏิบัติ และพิ
เพื่อนคนนั้นยังค่อนข้างจะเชื่อว่า ศาสนาในเวลานั้น ไม่ได้เป็นแค่สิ่งจรรโลงจิตใจมนุษย์และแนวทางในการดำเนินชีวิตเช่นในยุคหลัง แต่มีอิทธิพลและบทบาทต่อจิตวิญญาณของศาสนิกชนเป็นอย่างสูง ซึ่งความศรัทธาในระดับนั้นสามารถที่จะทำให้เกิดความเชื่อว่าศาสนาที่ตนนับถือเป็นสิ่งซึ่งสูงส่ง จนยอมไม่ได้ที่จะให้ใครมาแตะต้อง
ข้อสังเกตดังกล่าวเป็นสิ่งที่น่าคิด แต่ที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ แม้ว่าคนไทยจะนับถือพุทธศาสนามาเป็นเวลา 700-800 ปี แล้ว แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เข้าถึงพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งถึงแก่น และมักจะยึดถือแค่เปลือกนอกโดยเฉพาะเรื่องพิธีกรรมพิธีการเป็นสำคัญ สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องมาจากคนไทยแต่เดิมนั้นนับถือผี และมีความเชื่อว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าร้ายหรือดีนั้น เป็นเพราะการบันดาลจากผี จึงเกิดการเซ่นสรวงบัดพลีเพื่อให้ผีพอใจและกราบไหว้วิงวอนขอสิ่งที่ตนต้องการจากผี เมื่อได้รับอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ผ่านทางระบอบการปกครองของขอม ก็ทำให้คนไทยในสมัยนั้นผสมผสานการนับถือผีของตนเข้ากับการนับถือเทพในศาสนาพราหมณ์ได้อย่างกลมกลืน ดังนั้น แม้ว่าในทางทฤษฎีจะถือว่าคนไทยนับถือพุทธศาสนา แต่ในทางปฏิบัติแล้วคนไทยทั่วไปก็ยังนับถือพุทธปนพราหมณ์ปนผี เรายังนิยมการสะเดาะเคราะห์ การรดน้ำมนต์ การไหว้พระ 9 วัดมากกว่าการถือศีลหรือศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า และนับถือเครื่องรางของขลังมากกว่าความเชื่อมั่นในพระพุทธคุณ
การนับถือพุทธศาสนาแบบเปื้อนปนของคนไทยนี้แหละครับ ที่ทำให้พุทธศาสนาไม่บริสุทธิ์ และพระสงฆ์บางรูปในพุทธศาสนานั่นเองเช่นกัน ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ศาสนาต้องแปดเปื้อนมัวหมองขึ้นไปอีก เราจึงมักได้ยินข่าวคราวของพระภิกษุที่ใบ้หวย พระภิกษุที่ทำเสน่ห์ยาแฝด พระภิกษุที่อวดอุตริต่างๆ นานา จนถึงพระภิกษุนอกรีตที่ล้มช้างเพื่อเอางาและกระดูกมาทำวัตถุมงคลจำหน่ายผ่านทางเว็บไซต์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน
ความเชื่อของคน โดยเฉพาะความเชื่อที่ฝังรากลึกมานานหลายชั่วอายุคนนั้น ยากที่จะทำให้เปลี่ยนแปลงหรือล้มเลิกลงได้ง่ายๆ แต่ก็เป็นหน้าที่ของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นศิษย์ตถาคตจะต้องหาทางทำให้ผู้ที่ยังหลงเชื่อในทางที่ผิดเหล่านั้นได้เข้าใจว่าที่ถูกต้องนั้นเป็นเช่นไร มิใช่ปล่อยให้เลยตามเลย หรืออาศัยความเชื่อในทางที่ผิดนั้นเป็นเครื่องทำมาหากินหรือแสวงหาประโยชน์ส่วนตน อย่างน้อยก็ควรต้องมีสำนึกว่าการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นเป็นการผิดศีลข้อที่หนึ่ง และสงฆ์ใดที่ทำเช่นนั้นก็ย่อมขาดจากความเป็นสงฆ์ไม่มีสิทธิ์ที่จะครองผ้าเหลืองอีกต่อไป
เราท่านมักจะได้ยินคำพูดที่ว่าศาสนาสมัยนี้เสื่อมลง แต่ความจริงนั้นศาสนาของพระพุทธเจ้าหาได้เสื่อมถอยลงแม้แต่น้อย หากแต่คนในยุคนี้ต่างหากที่ขาดความรู้ความเข้าใจและการศึกษาพุทธศาสนาอย่างจริงจัง และนิยมการนับถือศาสนาแบบฟาสต์ฟู้ด คือเช่าพระเครื่องรุ่นดังๆ มาแขวนคอ หรือซื้อสังฆทาน ”พร้อมถวาย” ที่วางขายในซูเปอร์มาร์เก็ตไปถวายพระ รวมทั้งหาซื้อวัตถุมงคลประเภทเสริมบารมี เสริมดวง หรือเสริมความร่ำรวยมาบูชา แล้วก็ประกาศตัวเองว่าเป็นชาวพุทธอย่างเต็มภาคภูมิ
ครับ คนไทยนับถือพุทธศาสนามา 700-800 ปีแล้ว แต่ยังไปไหนได้ไม่ไกล เพราะส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับความเชื่อที่ปนพราหมณ์ปนผีเหล่านี้ แล้วอย่างนี้ เมื่อไหร่เราถึงจะลอกเปลือกให้ถึงแก่นของพุทธศาสนากันได้เสียที?



