
หรือนี่คือความเท่าเทียม?
การที่รัฐบาลได้ประกาศยกเลิกการใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในกรุงเทพฯ และปริมณฑลเมื่อหลายวันก่อน ได้ทำให้ความรู้สึกบางอย่างเช่นความไม่ไว้วางใจ ความไม่จริงจัง
ความไม่ยุติธรรม ความหวาดผวา หวาดระแวงต่อการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ที่เกินเลยขอบเขต การใช้กฎหมายเพื่อทำลายและเหยียดย่ำสิทธิขั้นพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ และความรู้สึกอื่นๆ ที่มีแต่ความเลวร้ายในจิตใจได้ลดลงและปลดเงื่อนไขบางอย่างในสังคมการเมืองของประเทศได้ระดับหนึ่ง นับเป็นความพยายามของหลายๆ ฝ่ายที่อยากจะเห็นสารพัดความเลวร้ายให้ห่างไกลจากสังคมไทย เป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะหลักการพื้นฐานนี้คือความชอบธรรมที่สังคมประเทศในระบอบประชาธิปไตยต้องได้รับและสัมผัสได้มากที่สุด
ในขณะที่พลเมืองไทยส่วนหนึ่งเข้าใจว่าเราปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีพื้นฐานหลักคือประชาชนมีอำนาจสูงสุด แต่ประเทศไทยเรายังย่ำอยู่กับที่กับระบบที่กรุงเทพฯ ยังเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจสูงสุดที่ยาวนาน ถึงแม้จะมีรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันได้บัญญัติไว้ในหลายมาตราเกี่ยวกับการกระจายอำนาจสู่ระดับท้องถิ่นแต่มีอีกหลายอย่างที่รัฐบาลขยักและปกป้องอำนาจที่ศูนย์กลาง ไม่ได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญอย่างเต็มรูปแบบและเหมาะสม
ดังนั้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าแท้จริงการเมืองระบอบประชาธิปไตยไทยยังล้าหลัง นอกจากจะย่ำอยู่กับที่ที่ไม่ต่างอะไรกับสภาวะที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ปีที่ผ่านมา และไม่ใช่จะว่าเดินถอยหลังแต่กำลังวิ่งอย่างเร็วให้ตกลงไปถึงก้นบึ้งของภูเขาไฟ ซึ่งเมื่อถึงเวลาหนึ่งการทับถมของสารพันปัญหาที่มากมายจะถูกบีบอัดแน่นมากขึ้นและสักวันหนึ่งจะระเบิดพ่นควันไฟที่ร้อนระอุขึ้นมาอีก กงเกวียนแห่งประชาธิปไตยของประเทศเป็นเช่นนี้มาโดยตลอด ถึงแม้พลเมืองไทยโดยส่วนใหญ่จะพัฒนาก้าวไกลไปมากมายหากเทียบกับเวลาที่พัดผ่าน แต่อำนาจของรัฐที่เปลี่ยนผ่านมาหลายยุคหลายสมัยไม่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปมากเลย รัฐบาลยังเข้าใจว่าอำนาจคือตัวฉัน (ที่อ้างว่ามาจากประชาชน) และชอบที่จะใช้กระบวนการทางการเมืองเพื่อสนองงานการเมืองภาครัฐบาลมากกว่าที่จะสนองความสุขสบายของประชาชนพลเมืองไทย
กระบวนทัศน์ที่คิดว่ารัฐบาลและอำนาจที่มีและใช้อยู่ที่ศูนย์กลางกรุงเทพฯ คือความชอบธรรม ดังนั้นการปลดเงื่อนไขบางอย่างที่ทำให้คนกรุงเทพฯ รู้สึกสบายใจไม่อึดอัดคือสิ่งที่รัฐบาลทุกรัฐบาลชอบที่จะแสดง แต่กับฐานของประชาชนที่อยู่นอกกรุงเทพฯ มากกว่าร้อยละ 80 ของพลเมืองไทยทั้งประเทศกลับเป็นเรื่องที่ไม่มีน้ำหนัก จะให้คุณค่าต่อเมื่อมีการเลือกตั้งเพียงประการเดียว ดังนั้นนโยบายและแผนงานที่สวยหรูจะพรั่งพรูและกรอกหูออกจากกระบอกเสียงแห่งการโฆษณาชวนเชื่อทุกวี่วันให้หลงใหลและเคลิบเคลิ้ม และเมื่อได้เป็นรัฐบาลหรือไม่สามารถจัดตั้งเป็นรัฐบาลได้ ต้องมาเป็นพรรคฝ่ายค้านอีกครั้งพฤติกรรมจะไหลกลับในวงล้อเดิมๆ
เฉกเช่นปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในปัจจุบัน ครั้งหนึ่งและดูเหมือนจะหลายครั้งเมื่อพรรคการเมืองเป็นฝ่ายค้าน ความจัดเจนในเรื่องข้อมูลและกลไกความเป็นมาเป็นไปของปัญหาต่างๆ พรรคฝ่ายค้านรู้เรื่องดีไปหมด เขา (พรรค) จะพูดอยู่เสมอๆ ว่าหากเป็นรัฐบาลแล้วปัญหาต่างๆ จะทุเลาเบาบางจนหมดไปในที่สุด แต่เวลาที่ผ่านตั้งแต่เป็นรัฐบาลมามีหรือความสูญเสียที่เกิดขึ้นแก่ชีวิตพลเมืองไทยในจังหวัดชายแดนภาคใต้จะลดน้อยลง ? มีหรือการคอรัปชั่นและการลักลอบค้าของเถื่อนจะเบาบางลง ? มีหรือไม่ที่ทำให้ประชาชนที่นั่นจะพ้นข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏต้องการแบ่งแยกดินแดน ? มีหรือไม่ที่พลเมืองไทยที่นั่นจะสามารถมีศักดิ์ศรีความเป็นคนเท่ากับคนกรุงเทพฯ คือการยกเลิกสารพัดกฎหมายที่เปิดช่องการทำลายสิทธิประชาชนอย่างหนัก ? มีหรือไม่ที่ความเป็นอิสระของประชาชนจะได้รับกลับคืนอย่างรวดเร็ว ? ไม่ใช่จะต้องมาหวาดผวาและหวาดระแวงกับคนแต่งชุดสีที่มีสารพัดอาวุธ ? เมื่อไหร่บนถนนหนทางที่เต็มไปด้วยด่านที่คดเคี้ยวและมีเจ้าหน้าที่หลบอยู่หลังบังเกอร์ที่แน่นหนาจะน้อยและหมดไป ? หรือมีเจ้าหน้าที่และอาวุธนับแสนกระบอกจะแก้ปัญหาภาคใต้ได้ ?
หน้าที่และความรับผิดชอบของรัฐบาลที่ต้องกระทำและสนองความต้องการของประชาชน ไม่ใช่ยัดเยียดความชอบธรรมให้แก่ประชาชน รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงออกในลักษณะที่ส่อไปในการทวงบุญคุณกับประชาชน นี่คือความเท่าเทียมของประชาชนพลเมืองไทยที่รัฐบาลไม่ต้องการเห็นพลเมืองไทยที่ภาคใต้เหมือนคนกรุงเทพฯ กระนั้นหรือ ?
อัฮหมัด สมบูรณ์ บัวหลวง
[email protected]



