ข่าว

สาวซีวิค..."เยาวชน"ลุ้นพ้นคุก

สาวซีวิค..."เยาวชน"ลุ้นพ้นคุก

14 ม.ค. 2554

เป็นข่าวครึกโครมและเป็นที่สนใจของประชาชนทั่วไป กับเหตุการณ์สยอง ที่สาวเก๋งฮอนด้าซีวิค วัย 17 ปี ชนท้ายรถตู้โดยสาร บนทางด่วนโทลล์เวย์ ทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 9 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อค่ำวันที่ 27 ธันวาคม 2553 ช่วงก่อนเทศกาลปีใหม่

 หลังเกิดเหตุ "สาวน้อยวัย 17" ถูกกระหน่ำอย่างหนักด้วยอารมณ์ที่รุนแรงของคนที่โพสต์ผ่าน "โซเชียล เน็ตเวิร์ก" ราวกับว่าเป็น "ฆาตกร" ที่สังคมไม่สามารถให้อภัยกันได้ แต่ดูเหมือนจะลืมไปแล้วว่า มันเป็น "อุบัติเหตุ" และที่สำคัญเธอยังเป็น "ผู้เยาว์"

 ต่อมาวันที่ 5 มกราคม ที่ผ่านมา เด็กสาววัย 17 ได้เดินทางมาพบพนักงานสอบสวน โดยมีผู้ปกครองคือ บิดาและมารดาของเธอ นำมามอบตัว พนักงานสอบสวนแจ้ง 2 ข้อหา คือ ข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต มีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และข้อหาไม่มีใบอนุญาตขับขี่

 จากนั้นพนักงานสอบสวนได้นำตัวส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรุงเทพมหานครภายใน 24 ชั่วโมง และสถานพินิจฯ ได้ปล่อยตัวสาววัย 17 โดยไม่ต้องประกันตัว 7 โดยให้เหตุผลว่า เป็นการเข้ามอบตัวของผู้ต้องหาเช่นเดียวกับคดีทั่วไป และหลังจากนี้พนักงานคุมประพฤติจะนัดผู้ต้องหาซึ่งเป็นเยาวชน และผู้ปกครอง มาให้ปากคำอีกครั้งหนึ่ง

 หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมสาวน้อยวัย 17 ได้รับการปล่อยตัวไปอย่างง่ายดายโดยไม่ต้องยื่นประกันตัวและไม่ต้องเข้าไปอยู่ในสถานพินิจฯ ธวัชชัย ไทยเขียว อธิบดีกรมพินิจฯ อธิบายว่า เจตนาของกฎหมายไม่ต้องการควบคุมตัวเด็กและเยาวชนอยู่แล้ว แต่คำนึงถึงเรื่องการศึกษาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมากกว่า กรณีสาวซีวิควัย 17 ปี ผู้ต้องหาและผู้ปกครองเข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวน ไม่ใช่การจับกุม จึงทำให้ตำรวจและสถานพินิจฯ ไม่มีอำนาจควบคุมตัว

 "กรณีสาวซีวิคไม่ใช่คดีเดียวและคดีแรกของเมืองไทย เพียงแต่คดีนี้มีผู้เสียหายจำนวนมาก สถานพินิจฯพิจารณาแล้วเห็นว่า การให้เยาวชนอยู่กับผู้ปกครองจะเป็นประโยชน์มากกว่า กรณีนี้หากเยาวชนรู้สึกสำนึกแรงในลักษณะลงลึก อาจตัดสินใจทำร้ายตัวเองได้ จึงควรได้รับการดูแลใกล้ชิดจากผู้ปกครอง และควรเข้ารับคำปรึกษาจากจิตแพทย์และนักจิตวิทยา การมีความเห็นเช่นนี้ ไม่ใช่เป็นเพราะสาวซีวิคเป็นลูกหลานของตระกูลใหญ่โต" ธวัชชัย ยืนยัน

 ด้าน วิชา มหาคุณ อดีตประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา อธิบายว่า วิธีการในการปฏิบัติกับเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด จะต้องเป็นไปด้วยความละมุนละม่อม ด้วยเหตุนี้องค์คณะผู้พิพากษาของศาลเยาวชนฯ กฎหมายจึงกำหนดว่า นอกจากจะเป็นผู้พิพากษาอาชีพจำนวน 2 คนแล้ว จะต้องมีผู้พิพากษาสมทบด้วยอย่างน้อยก็ 2 คน หรือ 4 คน และผู้พิพากษาสมทบต้องมีผู้หญิงร่วมอยู่ด้วย 1 คน เพราะว่ากฎหมายเน้นการแก้ไขความประพฤติ คุ้มครองเด็ก บำบัด ฟื้นฟูเด็กและเยาวชนกลับคืนสู่สังคมมากกว่าการลงโทษ อย่างข้อหาประมาททำให้คนตาย ศาลก็จะดูว่าได้มีการชดใช้เยียวยาให้แก่ทางผู้เสียหายเพียงใด มีความสำนึกในความผิดของตนเองและมีแผนบำบัดฟื้นฟูหรือไม่ ส่วนการพิจารณาคดีของศาลเยาวชนฯ จะใช้เวลามากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับรูปคดีด้วย ถ้าหากรับสารภาพ คดีก็เร็ว แต่ถ้าหากปฏิเสธ ก็ต้องสืบพยานทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย
 
      "อย่าว่าแต่คดีประมาทเลย คดีฆ่าคนตายโดยเจตนา ศาลยังรอลงอาญาได้เลย เพราะการพิจารณาคดีของศาลเด็กและเยาวชน จะเน้นไปในทางแก้ไข เยียวยาเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิด ไม่ใช่การลงโทษ" วิชา สรุป

 สำหรับคดีสาววัย 17 นี้ ขั้นตอนต่อไปจากนี้ พนักงานสอบสวนก็ต้องรวบรวมพยานหลักฐาน สรุปสำนวนส่งให้อัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลเยาวชนฯ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งทางพนักงานคุมประพฤติก็จะสืบเสาะ ประวัติ ความประพฤติ สภาพจิต นิสัย ของสาววัย 17 รวมทั้งของพ่อแม่ ตลอดจนสภาพแวดล้อมทั้งหมดเพื่อรายงานต่อศาลด้วย

 และเมื่อลอง "พลิกดู" พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 ก็จะพบว่าวิธีพิจารณาของศาลเยาวชนฯ นั้น มุ่งที่จะดูแลเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดให้ได้ได้รับการบำบัดฟื้นฟู อาทิ มาตรา 31 มาตรา 90 และมาตรา 92 ตลอดจน มาตรา 119 ระบุว่า เมื่อเยาวชนกระทำความผิด ควรจะได้รับการฝึกอบรม สั่งสอน และสงเคราะห์ให้กลับตัวเป็นพลเมืองดียิ่งกว่าการที่จะลงโทษ
 
 ส่วนคดีสาวซีวิควัย 17 จะลงเอยในรูปแบบใด...ต้องรอดูกัน!

                  - โต๊ะข่าวการเมือง สำนักข่าวเนชั่น  -