
มันน่าอาย
ดูจากถ้อยแถลงของ ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ที่พูดถึงอนาคตของตนในระยะอันใกล้ หลังจากหลุดปากออกมาแล้วว่าจะตัดสินใจปลายเดือนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ว่าจะอยู่หรือจะไป ก็ชวนให้คิดว่า ประธานวุฒิสภา กำลังทำตามคำพูด และกำลังพยายามให้มีการเปลี่ยนแปลงในวุฒิสภา
ถึงแม้ว่า ยังไม่ชัดเจนว่า ประธาน ประสพสุข จะไปสมัครเป็น ส.ว.สรรหา เพื่อให้ได้กลับเข้ามาทำหน้าที่ ส.ว.อีกครั้งหรือไม่ แต่ดูจากน้ำเสียงแล้ว ประธานประสพสุข คงจะไม่กลับมาร่วมวงกับ ส.ว.ชุดนี้อีกแล้ว
ยกเว้น ส.ว.สรรหาอีกราว 60 คนที่ ประธาน ประสพสุข บอกไว้นั่นแหละว่า น่าจะสมัครเป็น ส.ว.สรรหา เพื่อกลับเข้ามาอีก
ถ้าคิดสัดส่วน 60 คน จาก 74 คนที่มาอยู่ในตอนนี้ ก็เท่ากับกว่า 80% ที่ออกไป
ปัญหาก็คือ ความแตกแยกภายในของวุฒิสภาที่มาจากการสรรหา และมาจากการเลือกตั้งจนสื่อมวลชนประจำรัฐสภาตั้งฉายาให้ว่า "อัมพฤกษ์รับจ็อบ" พร้อมกับคำอธิบายถึงที่มาที่ไปของฉายาว่า นอกจากจะขัดแย้งแล้วยังเปิดศึกทำลายกันเอง ไม่ให้ความสำคัญกับการประชุม หนักยิ่งกว่านั้นก็คือ วุฒิสภาจำนวนหนึ่งก็ "เลือกข้าง" และอยู่ในเคือข่ายอุปถัมภ์ ทำให้ไม่มีอิสระในการลงมติ การทำงานตลอด 1 ปีที่ผ่านมาจึงอยู่ในข่ายที่น่าผิดหวัง
แล้วถ้าหาก 60 คน พยายามจะสมัครเป็นส.ว.สรรหา เพื่อให้ได้รับเลือกกลับเข้ามาอีกอย่างนี้สภาพการทำงานของวุฒิสภา ก็คงจะไม่ต่างไปจากปีที่แล้วเท่าใดนัก
จริงอยู่ เราไม่สามารถสกัดกั้นสิทธิในการกลับมาสมัครเป็น ส.ว.สรรหา ของคนเหล่านั้นได้
แต่เรามีสิทธิที่จะเรียกร้องให้ผู้ที่ทำหน้าที่สรรหา ส.ว.ที่จะเข้ามาทดแทนกลุ่มที่ออกไปว่า พอได้ไหม ได้บทเรียนจากปีที่แล้วกันหรือยังว่าสิ่งที่พวกท่านทั้งหลาย "สรรหา" เข้ามานั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหา ถึงแม้ว่า ส่วนหนึ่งมาจาก ส.ว.ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่จะเอาประเด็นข้อขัดแย้งตรงนั้นมาถกเถียงกันได้อย่างไร มาเป็นเหตุเป็นผลกันได้อย่างไร
เราเคยเชื่อกันว่า หากคนดีมีความสามารถ ไปอยู่ที่ใดที่นั้นก็จะมีแต่ความเจริญ
ในกรณีนี้ ผลงานที่ผ่านมาแล้ว 1 ปี มันฟ้องตัวเองได้อย่างชัดแจ้งแล้ว
ในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้ง ก็ต้องเรียกร้องให้ผู้ที่เลือกมาจากแต่ละจังหวัด ได้เข้าอกเข้าใจกันว่า หน้าที่ของ ส.ว.นั้น ไม่ใช่มีหน้าที่เข้ามาเพื่อเล่นเกมการเมือง หรือมาเป็นลูกน้อง ส.ส. -พรรคการเมือง
มันน่าอายที่เลือกไปก็เป็นได้แค่ขี้ข้าเขา !
ศรายุทธ สายคำมี
[email protected]



