ข่าว

อย่าให้อาการ"คลั่งชาติ"ที่พนมเปญเกิดในไทย

อย่าให้อาการ"คลั่งชาติ"ที่พนมเปญเกิดในไทย

13 ม.ค. 2554

การประกาศ “รุกคืบ" ของกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ ด้วยการกดดันรัฐบาลทุกรูปแบบเพียงหวังแค่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือ โดยเฉพาะการคืน “อิสรภาพ" ของคนไทย 7 คน ที่ถูกทางการกัมพูชาจับกุมเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา แม้เรื่องดังกล่าวจะเข้าสู่กระ

การเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติครั้งนี้ มีกำหนดการที่แน่ชัดแล้ว คือ วันที่ 13 มกราคม 2554 จะรวมตัวกันทั้งจากกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ และเหล่าบรรดาเพื่อนญาติโยม “กองทัพธรรม" โดยนัดหมายกันที่ทำเนียบรัฐบาล แต่หากยังไม่สำเร็จก็จะเดินทางเข้าพื้นที่ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

 โดยมีจุดประสงค์เพื่อปิดด่านชายแดนอรัญประเทศ หากรัฐบาลยังคงเมินเฉยต่อการเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ เพื่อหยุดเส้นทางการขนยาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าหนีภาษี ไม้เถื่อน แรงงานเถื่อน และปิดกั้นความสะดวกที่คนไทยบางส่วนจะเข้าไปเล่นกาสิโนปอยเปต รวมไปถึงการตรวจสอบการบริหารการผลิตกระแสไฟฟ้าจากประเทศไทยไปกัมพูชาว่าถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

 การเดินเกมเพื่อเรียก “ศักดิ์ศรี" ของคนไทยในครั้งนี้ ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงของไทยจำเป็นจะต้องเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะไม่แน่ใจว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้ของกลุ่มเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติจะเกิด “อุบัติเหตุ" ซ้ำรอยอย่างเหตุการณ์ “คลั่งชาติ" ของชาวกัมพูชา ที่ลุกฮือขึ้นมาเผา สถานทูตไทยประจำกรุงพนมเปญ มาแล้วเมื่อหลายปีก่อน

 เพราะกำหนดการที่กลุ่มเครือข่ายประชาชนคนไทยหัวใจรักชาติ มีสถานทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ที่เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่กลุ่มเครือข่ายเตรียมจะยกโขยงไปกดดันรัฐบาลกัมพูชา เพื่อให้ปล่อยตัวคนไทย 7 คน โดยปราศจากเงื่อนไขทั้งปวง แม้ในอนาคตจะมีการให้ “ประกันตัว-อภัยโทษ" ก็ตาม แต่การเติมเชื้อเพลิงของกลุ่มเครือข่ายถือว่าไม่เป็นผลดีสักเท่าไหร่

 แม้ศาลกัมพูชาได้ไต่สวน นายวีระ สมความ และ น.ส.ราตรี พิพัฒนาไพบูรณ์ รับทราบข้อกล่าวหาเพิ่มเติม คือ ข้อหา พยายามประมวลข่าวสาร ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อการป้องกันประเทศ จากนั้นเจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์กัมพูชาได้ควบคุมตัวนายวีระกลับไปที่เรือนจำไปรซอ

 ส่วนอีก 5 คนที่ไม่ถูกแจ้งข้อหาเพิ่มเติมนั้น ศาลกัมพูชายังไม่ได้มีคำสั่งอะไรเพิ่มเติมว่าจะนัดไต่สวนต่อหรือจะพิจารณาคดีในวันใด ดังนั้นคงต้องรอฟังผลเรื่องการขอประกันตัวจากศาลต่อไป

 หากแต่มองในภาพรวมถือว่าประเทศไทยมีความ “เสียเปรียบ” ประเทศกัมพูชาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องความเสี่ยงที่อาจจะมีผลกระทบต่อคนไทย 7 คนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะโทษเบาอาจจะกลายเป็นโทษหนักแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวก็ได้ เพราะต้องเข้าใจว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการทางยุติธรรมไปแล้ว จึงไม่สามารถ “เคลียร์ได้” ในเร็ววันนี้

 การลงพื้นที่กองทัพภาคที่ 2 โดยเฉพาะการตรวจเยี่ยมกำลังพลบริเวณตะเข็บแนวชายแดนของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสนาธิการทหารบก ในครั้งนี้ จึงถูกจับตามองจากหลายฝ่าย เพราะไม่เพียงแค่คนในประเทศไทยเท่านั้น แต่นั่นหมายรวมไปถึงกองกำลังทหารของกัมพูชา เพราะคณะดังกล่าวมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ร่วมเดินทางไปด้วย

 ทำให้ถูกมองไปต่างๆ นานาว่า อาจจะเข้าไปดูความพร้อมด้านกำลังพลในการปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยตามเขตแนวชายแดน ที่อาจจะเป็น “จุดเสี่ยง" ต่ออุบัติเหตุในครั้งนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน หากกระทบกระทั่งกันอาจจะส่งผลร้ายตามมา โดยเฉพาะศึกสงครามที่มิอาจมองข้ามได้ในยามนี้

 แม้สงครามอาจจะเป็นเหตุการณ์ไกลเกินไปสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน แต่อุบัติเหตุย่อมเกิดได้ทุกเมื่อ ดังนั้นป้องกันไว้ก่อนย่อมดีที่สุด

ทีมข่าวความมั่นคง