
มั่นเชื่อเก็บภาษีบุหรี่ตามปริมาณไม่กระทบราคาเปลี่ยนแปลงนัก
"มั่น" เผยอยู่ระหว่างศึกษาข้อดี-เสียอัตราภาษีบุหรี่ เล็งเก็บตามปริมาณสำหรับบุหรี่นำเข้าราคาถูก หากปรับขึ้นจะไม่เปลี่ยนแปลงจากเดิมนัก
นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า หลังจากที่มีกระแสข่าวว่ากรมสรรพสามิตจะปรับขึ้นอัตราภาษีสินค้าบุหรี่ ทำให้เกิดการกักตุนสินค้าบุหรี่จนขาดตลาด ในทางกลับกันพบว่าการจัดเก็บรายได้จากภาษีสินค้าบุหรี่กลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว จึงอยากชี้แจงว่า กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดีและข้อเสียของการใช้มาตรการทางภาษี โดยหากจะปรับขึ้นก็จะไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก
ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีสินค้าบุหรี่จะคิดจากราคาหน้าโรงงานกับราคานำเข้า โดยมีเพดานภาษีอยู่ที่ 90% แต่จัดเก็บที่ 85% แต่ยังมีอัตราภาษีที่คิดจากราคารวมใน ซึ่งจะเป็นอัตราภาษีที่จัดเก็บแท้จริงในอัตรา 567% ส่วนการจัดเก็บภาษีตามปริมาณยังไม่ได้นำมาใช้ แม้จะมีในกฎหมายก็ตาม กล่าวคือ จะคิดที่ 3 บาทต่อกรัม แต่ต่อไปนี้อาจนำการจัดเก็บตามปริมาณมาใช้สำหรับบุหรี่ที่มีการนำเข้าราคาถูก เพื่อให้มีอัตราภาษีที่สอดคล้องกัน
ด้านนายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ยอดการจัดเก็บรายได้สำหรับสินค้าบุหรี่ของกรมสรรพสามิตในเดือนธันวาคม 2553 มีจำนวน 7.2 พันล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 66% และสูงกว่าที่ประเมินไว้ 42% เป็นการสะท้อนว่ามีการนำเข้าบุหรี่และการผลิตบุหรี่ในประเทศจำนวนมากขึ้น โดยเช็กยอดการขายบุหรี่ของโรงงานยาสูบก็พบว่า เดือนธันวาคมมียอดขายสูงถึง 30% อย่างไรก็ดี ในช่วงเดือนมกราคมนี้ พบว่ายอดขายเริ่มกลับสู่ภาวะปกติแล้ว เนื่องจากการกักตุนบุหรี่ของผู้ประกอบการนั้นก็มีต้นทุนที่สูง ขณะเดียวกัน สินค้าบุหรี่ก็จะจัดเก็บได้ไม่นาน เพราะจะเสื่อมสภาพลง
"ที่จริงแล้วอัตราภาษีสินค้าบุหรี่ถูกปรับภาษีตามสภาพสูงมากแล้ว และถ้าคิดเป็นอัตรารวมใน ก็ขึ้นมาสูงถึง 567% แล้ว และถ้าขึ้นอัตราภาษีอีก 1% ก็จะทำให้อัตราภาษีรวมในเพิ่มขึ้นเป็น 614% ถ้าเราเก็บอัตราตามปริมาณ ถือว่ายิงนัดเดียวได้นกสองตัว คือทั้งสุขภาพ และคุ้มครองผู้ผลิตในประเทศ เพราะเราเปิดเสรีการค้าก็ต้องใช้อัตราตามปริมาณ" อธิบดีกรมสรรพสามิตกล่าว



