ข่าว

อุตฯเซรามิกโอดแบกภาระเพิ่มพิษรัฐปล่อยลอยตัวก๊าซแอลพีจี

อุตฯเซรามิกโอดแบกภาระเพิ่มพิษรัฐปล่อยลอยตัวก๊าซแอลพีจี

13 ม.ค. 2554

อุตสาหกรรมเซรามิกลำปางโอด รับผลกระทบหนักจากนโยบายลอยตัวก๊าซหุงต้มของรัฐ อ้างต้นทุนเพิ่ม 20-30% ชี้บวกค่าแรงขั้นต่ำเพิ่ม ภาระหนักบีบผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้แน่นอน อาจต้องปิดตัว 20-30% คนตกงานไม่ต่ำกว่า 3 พันคน

นายอธิภูมิ กำธรวรินทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดลำปาง เปิดเผยว่า นโยบายปล่อยลอยตัวก๊าซหุงต้ม หรือแอลพีจี ของรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมเซรามิกอย่างมาก เพราะก๊าซแอลพีจีเป็นเชื้อเพลิงหลักที่ใช้ในการผลิตเซรามิก ซึ่งการลอยตัวดังกล่าวจะทำให้อุตสาหกรรมมีต้นทุนเพิ่มขึ้น 20-30% โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมเซรามิกจังหวัดลำปางใช้เชื้อเพลิงแอลพีจีเดือนละกว่า 3,000 ตัน

 "หากราคาปรับเพิ่มขึ้นเป็นกิโลกรัมละกว่า 21 บาท ผู้ประกอบการรับไม่ได้แน่นอนและไม่สามารถอยู่ได้ด้วย เพราะขณะนี้ค่าแรงขั้นต่ำก็ปรับขึ้น เมื่อรวมทั้งค่าก๊าซแอลพีจีและค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับขึ้นก็เป็น 50% ของต้นทุนแล้ว ซึ่งจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมนี้หายไปกว่า 20-30% จากปัจจุบันที่มีโรงงานทั้งหมด 260 โรง และแรงงานจะหายไปกว่า 3,000 คน จากทั้งหมด 1 หมื่นคน" นายอธิภูมิกล่าว

 ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเซรามิกในปี 2553 มีมูลค่ารวมกว่า 3,500 ล้านบาท แบ่งเป็นมูลค่าการส่งออกกว่า 2,000 ล้านบาท และมูลค่าจำหน่ายภายในประเทศ 1,500 ล้านบาท

 นายอธิภูมิกล่าวด้วยว่า หากรัฐบาลมีนโยบายจะปรับราคาก๊าซแอลพีจีก็ควรให้ปรับขึ้นทีละขั้น ไม่ใช่ขึ้นทั้งหมดภายในครั้งเดียว โดยราคาที่รับได้คือเดือนละ 2 บาท และทยอยปรับขึ้นเป็นเวลา 1 ปี นอกจากนี้ หากต้องการให้เปลี่ยนมาใช้พลังงานธรรมชาติหรือก๊าซเอ็นจีวีก็ให้มีการเดินท่อขึ้นมาที่ภาคเหนือ และรัฐบาลต้องมีการให้กู้เงินซูเปอร์ ซอฟต์ โลน (Super soft loan) ดอกเบี้ยต่ำหรือแทบจะไม่มีดอกเบี้ยในระยะยาว เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ในการเปลี่ยนอุปกรณ์และถังจัดเก็บก๊าซเอ็นจีวีแทนการใช้ก๊าซแอลพีจี