ข่าว

ประชานิยมประชาวิวัฒน์...ประชาวี้ดวิ้ว (ฮา)

ประชานิยมประชาวิวัฒน์...ประชาวี้ดวิ้ว (ฮา)

13 ม.ค. 2554

"9 มาตรการที่ประกาศ ไม่ใช่ทุ่มเงินลดแลกแจกแถม แต่แก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้าง ใช้งบ 2,000 ล้าน แต่ได้ประโยชน์ 2 หมื่นล้าน" (อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-มติชน รายวัน 9 ม.ค. 54)

 เพื่อความเป็นธรรมในการวิพากษ์วิจารณ์การประกาศนโยบาย 9 ข้อของทั่นนายกฯ รูปหล่อ ผมคิดว่าประเด็นหลักนั้นมีมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ว่าเหมือนหรือต่างกว่าของทั่นนายกฯ ทักษิณ

 อันนั้นปล่อยให้เป็นเรื่องของทีมงานทั่นทักษิณและเพื่อไทยจะดีกว่า

 ประเด็นแรกก็คือ ไม่ว่าจะเป็นประชานิยม หรือประชาวิวัฒน์นั้น มันเป็นทางออกในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจจริงๆ หรือเป็นการแก้เชิงโครงสร้างจริงๆ หรือไม่? หรือเป็นเพียงมาตรการบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจ

 ดังนั้นทางหนึ่งเราคงต้องพิจารณา (หรือรัฐบาลอาจจะกล้าประกาศออกมาเลย) ว่าส่วนไหนเป็นส่วนของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ส่วนไหนเป็นการแก้ปัญหาในระดับของการบรรเทาปัญหา

 ประการที่สอง นโยบายของรัฐบาลนั้นย่อมมีแรงจูงใจที่จะหวังผลทางการเมือง เรื่องนี้ไม่ควรปฏิเสธ ไม่ควรต้องสร้างภาพ เพราะนโยบายที่ไม่หวังผลทางการเมืองนั้นไม่มี ปัญหาอยู่ที่ว่านโยบายนั้นโปร่งใสตรวจสอบได้ไหม เพราะการหวังผลทางการเมืองกับการคอรัปชั่นนั้นคนละเรื่องกัน

 แต่นโยบายกับการส่งผลให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มคนบางกลุ่มมากบ้างน้อยบ้างเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ และต้องถูกวิจารณ์-ตรวจสอบได้...นี่คือข้อเท็จจริงของประชาธิปไตย และการต่อรองผลประโยชน์ระหว่างกลุ่มท่ามกลางการตรวจสอบของสังคมก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน

 ประการที่สาม เรื่องของระบบประกันสังคมที่จะมีเพิ่มขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่น่าคิดพิจารณา เพราะมีรากฐานทางนโยบายที่ชัดเจน เพราะถือเป็นการสร้างหลักประกันให้แก่ประชาชนโดยความสามารถของผู้ที่ฝากเงินแล้วมีรัฐบาลร่วมด้วย ค่อนข้างตรงตามจริตเสรีนิยมทางเศรษฐกิจแนวเห็นอกเห็นใจ ทำให้ไม่ต้องมามองว่าคนจนเอาแต่เรียกร้อง ส่วนใครที่คิดว่าประชาชนควรได้รับการดูแลเลยโดยไม่ต้องมีเรื่องการร่วมกันจ่ายก็ต้องมาเถียงกัน แต่อย่างน้อยผมว่ารัฐบาลมีความกล้าหาญที่จะเสนอ แต่ก็อาจจะต้องมองต่อว่า ระบบใหม่นี้ไปกลบเกลื่อนภาระหน้าที่เดิมที่รัฐจะต้องมีให้ประชาชนไหม แล้วเดิมเงินที่ใช้ดูแลประชาชนรัฐจะเอาไปทำอะไร

 ประการที่สี่ หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของประชาวิวัฒน์ก็คือ การเข้ามายอมรับ/รองรับภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ อาทิหาบเร่แผงลอย หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ที่เปิดโอกาสให้เข้าถึงทุน และได้รับการยอมรับจากรัฐมากขึ้น

 ในด้านบวก การกระทำดังกล่าวนั้น ย่อมส่งผลในระยะสั้น ที่ทำให้เกิดโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และการยอมรับสิทธิของภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ รวมทั้งย่อมทำให้เกิดความชัดเจนในแง่ของการจัดระเบียบกิจกรรมดังกล่าว

 แต่เอาเข้าจริงในระยะยาว หากการรองรับดังกล่าวไม่มีการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่นเพียงพอ โดยเฉพาะไม่ผ่านการกระจายอำนาจการตัดสินใจลงสู่ระดับท้องถิ่น โดยเฉพาะผ่านองค์กรระดับชุมชน สิ่งที่ทำทั้งหมดอาจจะกลายเป็นระบบการควบคุมภาคเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการในทางการเมืองเท่านั้นเอง คือทำให้ภาคไม่เป็นทางการขึ้นตรงต่อรัฐบาลผ่านระบบตำรวจ ไม่ว่าเทศกิจ หรือตำรวจท้องที่ผู้ตีทะเบียนคนเหล่านี้ ทั้งที่ในอีกด้านหนึ่งนั้น ระบบเศรษฐกิจเหล่านี้ต้องการความยืดหยุ่นสูง และขณะเดียวกัน รูปแบบข้อตกลงต่างๆ นั้นก็ควรจะเป็นเรื่องของการสร้างข้อตกลงกันในระดับชุมชนด้วยกันเอง ไม่ใช่ปล่อยให้คนเหล่านี้ต่อรองกับตำรวจผ่านนโยบายรัฐ

 เรียกว่าโจทย์ในแง่ของระบบระเบียบและการสร้างระบบมาเฟียนั้นแก้ไปได้ส่วนหนึ่ง (ถ้าไม่คิดว่ารัฐและตำรวจเป็นมาเฟีย) แต่โจทย์ว่าการจัดระเบียบเหล่านี้จะมีความยืดหยุ่นและเป็นประโยชน์กับประชาชนในท้องถิ่นอย่างไร

 สรุปว่าผมว่านโยบายหลายข้อมีเนื้อหนังพอสมควรครับ ไม่ชอบก็วิพากษ์กันไปตามหลักวิชาและจุดยืน และพัฒนาต่อยอดขึ้นไป (ยกเว้นเรี่องชื่ออ่ะครับ มันแปลยาก ประชาวิวัฒน์เนี่ย ผมว่าคำพวก เข้มแข็ง อะไรนั่นมันดูจะสื่อกว่าเยอะ)