ข่าว

ดูนายกฯแกะกล่องของขวัญ

ดูนายกฯแกะกล่องของขวัญ

13 ม.ค. 2554

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 มกราคมที่เพิ่งผ่านมานั้น หลายคนตั้งตาคอยที่จะดูนายกฯ อภิสิทธิ์ “แกะกล่องของขวัญ” ให้คนไทยเป็นทำนองของขวัญปีใหม่ (แต่พวกปากหอยปากปูก็ไม่วายค่อนแคะว่าเป็นขนมล่อคะแนนเลือกตั้งที่คาดว่าจะมีในปลายปีนี้)

 หลายคนเมื่อเห็นของขวัญ 9 ชิ้นของนายกฯ แล้วก็รู้สึกผิดหวังเพราะตัวเองจะไม่ได้อะไรจากของขวัญเหล่านี้ หลายคนบรรยายด้วยถ้อยคำรุนแรงตามสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ส่วนนักวิชาการก็ออกมาวิจารณ์ว่าในส่วนรวมแล้วไม่ได้แก้ปัญหาที่เร่งด่วนของชาติ นักธุรกิจหลายคนก็ออกมาบ่นว่ารัฐบาลทอดทิ้ง

 ของขวัญทั้ง 9 ชิ้นนั้นมีอะไรบ้างท่านผู้อ่านคงทราบกันดีอยู่แล้ว และนายกฯ ได้กล่าวด้วยความภาคภูมิใจนักหนาว่าแผนปฏิรูปประเทศในส่วนของประชาวิวัฒน์นี้ใช้เงินจากงบประมาณเพียง 2,000 กว่าล้านบาทเท่านั้น แต่สามารถสร้างรายได้(ประชาชาติ) เป็น 2 หมื่นกว่าล้านบาท ถ้าเป็นจริงตามนี้ก็กล่าวได้ว่ารัฐบาลชุดนี้ “เป็นนักเล่นแร่แปรธาตุทางเศรษฐกิจทางการเงิน” ที่หาตัวจับยาก แต่ด้วยการใช้เครื่องคิดเลขธรรมดาถ้าแรงงานนอกระบบ 24 ล้านคนเฮโลเข้ามารับของขวัญชิ้นที่หนึ่ง รัฐบาลอาจจะต้องจ่ายเงินสมทบถึงปีละไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาทเกินงบที่นายกฯ ตั้งไว้ถึง 10 เท่า

 แม้กระทั่งกลุ่มคนที่จะได้ผลประโยชน์โดยตรงจากโครงการประชาวิวัฒน์ คือ พวกคนขับแท็กซี่ก็ไม่แน่ว่าเขาเหล่านั้นจะขอใช้สิทธิ์ ทั้งนี้เพราะคนขับแท็กซี่เป็นจำนวนมากเห็นว่าเช่าดีกว่าซื้อไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องซ่อม ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องหนี้สิน ตามที่นายกฯ กล่าวว่าจำนวนแท็กซี่จะไม่เพิ่มขึ้นนั้นไม่ทราบว่าเอาหลักคิดมาจากไหน เพราะคนขับรถแท็กซี่ที่ขับมาแล้วเกิน 3 ปี หากตกลงซื้อรถใหม่ สำหรับรถเก่านั้นเจ้าของอู่จะไปเลหลังทำเศษเหล็กหรือ ทุกวันนี้คนขับแท็กซี่ก็บ่นกันหนักหนาว่ารถมากแย่งผู้โดยสารกัน สงสัยคนที่คิดเรื่องนี้จะไม่ค่อยได้นั่งรถแท็กซี่

 ดูโครงการประชาวิวัฒน์นี้โดยทั่วไปแล้วน่าเป็นห่วงอยู่มากจากแนวคิดที่ว่า “ปรับโครงสร้าง...” สิ่งที่สะท้อนออกมาให้เห็นนั้นดูเสมือนว่ารัฐจะทำตัวเป็นโรบินฮู้ด กล่าวคือ “ปล้นคนรวยมาแจกคนจน” ดูได้จากการสงเคราะห์ค่าใช้ไฟแก่ครัวเรือนที่ใช้ไฟไม่เกิน 90 หน่วยนั้น นายกฯ พูดมาอย่างเต็มปากว่าจะเอาจากผู้ใช้ไฟที่เกิน 90 หน่วยมาอุดหนุน นอกจากนี้ ธุรกิจถูกให้รับภาระการอุดหนุนส่วนหนึ่งของการใช้แก๊สแอลพีจี

 ทั้งหลายทั้งปวงนี้สะท้อนแนวความคิดของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมคนเมืองโดยวิธีให้คนชั้นกลางขึ้นไปเข้ามาช่วยอุ้มคนชั้นล่าง หรืออีกนัยหนึ่งคือการทำให้คนจนเงยหน้าอ้าปากได้โดยคนที่มีฐานะดีกว่า นโยบายเช่นนี้เคยมีประเทศที่เป็นอดีตอาณานิคมเคยนำมาใช้แล้วเมื่อได้รับเอกราชใหม่ๆ ผลปรากฏว่าคนจนลงไปทั้งประเทศ ที่ถูกนั้นรัฐจะต้องหาทางให้คนจนรวยขึ้นโดยไม่ต้องให้คนฐานะดีกว่าเข้ามาอุ้ม

 นโยบายในเรื่องลดต้นทุนทางการเกษตรและการนำความคิดที่จะซื้อขายไข่ไก่โดยการชั่งน้ำหนักนั้นยังไม่สู้จะชัดเจน อีกทั้งธุรกิจการเกษตรเหล่านี้มีโครงสร้างที่ค่อนข้างลงตัวคือฝ่ายผู้ผลิตผู้เลี้ยงก็มีกำไรอยู่ได้โดยสามารถผลิตสินค้าออกมาขายไม่ว่าเป็นไข่ไก่หรืออย่างอื่นในราคาที่พอรับได้ ฉะนั้นการที่รัฐจะเข้าไปรื้อโครงสร้างโดยไม่ดูตาม้าตาเรือก็จะเท่ากับไปทำลายระบบซึ่งจะไม่มีใครได้ประโยชน์เลยในระยะยาวไม่ว่าผู้บริโภคหรือธุรกิจ

สรุปการปฏิรูปประเทศตามแผนที่หนึ่ง(ประชาวิวัฒน์)นี้คงไม่ได้อะไรกับคนส่วนรวมมากนัก ซ้ำฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งเป็นคนชั้นกลางขึ้นไปส่วนมากจะหายไปด้วย

นายหนูใหญ่
[email protected]