ข่าว

 อภิสิทธิชนกวดวิชา

อภิสิทธิชนกวดวิชา

13 ม.ค. 2554

หากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคาร(11 ม.ค.) ไม่อนุมัติข้อเสนอของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการจัดเก็บภาษีรายได้โรงเรียนกวดวิชา หลังจาก ป.ป.ช.สอบสวนแล้ว พบว่า ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชามีผลกำไรสูงมาก

 แต่ไม่เสียภาษี ทั้งภาษีนิติบุคคล และภาษีเงินได้ของครู อาจารย์ คนทั่วไปก็อาจไม่รู้ว่า นี่คือแหล่งรายได้สำคัญที่รัฐสูญเสียไป ไม่ว่าจะอ้างเหตุข้อยกเว้นตามกฎหมายหรือเหตุใดก็ตาม “อาคารวรรณสรณ์” สูง 16 ชั้น ย่านพญาไท เมืองหลวงของโรงเรียนกวดวิชา ที่ยืนตระหง่านมากว่า 2 ปี คลาคล่ำไปด้วยนักเรียนกวดวิชา ที่ยินดีจะจ่ายค่าเรียนแม้จะสูงเพียงใด คือความสำเร็จของธุรกิจกวดวิชานอกโรงเรียน ในขณะที่มาตรฐานการเรียนในโรงเรียนตกต่ำลงทุกที

 เมื่อการสอบเป็นตัววัดความสำเร็จ โรงเรียนกวดวิชา ก็กลายเป็น “อาหารเสริม” ที่ขาดไม่ได้ เป็นปัจจัยที่ห้าของครอบครัวยุคใหม่ และเป็นปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนแนวคิดและปรัชญาของการสอนเสริมซึ่งมีจิตอาสาเป็นจุดเริ่ม ดวงเดือน พิศาลบุตร (2512) ในหนังสือประวัติการศึกษาไทย อธิบายการเรียนพิเศษหรือกวดวิชาในยุคแรกว่า “การเรียนการสอนเป็นไปตามความสมัครใจของผู้เรียน และครูไม่คิดค่าสอนในตอนแรก แต่ในระยะต่อมาเริ่มมีการจ่ายค่าจ้างในการสอน ดังเช่น การเรียนการสอนของลูกคนจีนซึ่งจ้างครูมาสอนที่บ้านเดือนละ 8 ดอลลาร์ จึงนับได้ว่าเป็นการเรียนการสอนตามความต้องการของบุคคล นี่คือจุดกำเนิดของการสอนพิเศษในปัจจุบัน”

 นับวันกิจการโรงเรียนกวดวิชา ก็เติบโตขยายตัวมากขึ้น มีโรงเรียนกวดวิชาที่จดทะเบียนตามกฎหมายทั่วประเทศนับพันแห่ง นักวิชาการบางคนบอกว่า ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา มีมูลค่าราคาตลาดของหุ้นทุน อันเป็นดัชนีชี้วัดความมั่งคั่งปีหนึ่งเฉลี่ย 3 หมื่นล้านบาททีเดียว ยังไม่คิดถึงเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าสอนของครู อาจารย์ ที่มากกว่าการสอนในระบบโรงเรียนปกติหลายเท่า แต่ไม่ต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เหมือนกับกลุ่มคนในอาชีพอื่นๆ หรือแม้กระทั่งคนในอาชีพใกล้เคียงกัน เช่นอาจารย์พิเศษ หรืออาจารย์ที่สอนเฉพาะบางช่วงเวลา ยังต้องหักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย แม้จำนวนเงินจะไม่มากมายนัก

 ต้องยอมรับว่า นักเรียนที่ผ่านระบบการเรียนกวดวิชา จะมีผลการเรียนที่ดีกว่า และมีโอกาสที่ดีกว่าในการสอบแข่งขันเข้าไปเรียนในสถาบันที่ปรารถนา ผลวิจัยเพื่อตอบคำถามว่า การกวดวิชามีผลต่อการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อจริงหรือไม่? พบว่า โอกาสมีมากกว่า 1.57 เท่า เมื่อเทียบกับเด็กที่ไม่ได้กวดวิชา โดยกลุ่มเด็กที่กวดวิชาแบบติวก่อนสอบ มีโอกาสสอบติดมากขึ้น 2 เท่า ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่การทำมาหากินกับเด็กและผู้ปกครอง ที่ยอมจ่ายแพงเพื่อความสำเร็จของลูก จึงเฟื่องฟู นี่คือความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนในระบบให้ทัดเทียม หรือเพียงใกล้เคียงกับการศึกษานอกระบบได้