ข่าว

เสี่ยงแต่ก็พร้อมแล้ว

เสี่ยงแต่ก็พร้อมแล้ว

13 ม.ค. 2554

สถานการณ์รัฐบาลกำลังอยู่ในภาวะที่เรียกว่า "บริหารความเสี่ยงอย่างต็มรูปแบบ"

 หนึ่ง มาจากกรณี 7 คนไทย ที่ถูกทหารกัมพูชาจับกุม และกำลังจะกลายเป็นเรื่องที่น่าจะบานปลายออกไปโดยไม่รู้ว่าจุดสุดท้ายอยู่ตรงไหน เมื่ออัยการกัมพูชาเพิ่มข้อหา "จารกรรมข้อมูล" แก่ 2 ใน 5 คน

 เป็น 2 ใน 5 ที่มีการจัดตั้งมวลชนหนุนหลังและพร้อมเคลื่อนไหวในหลากหลายรูปแบบ รวมทั้งการเคลื่อนไหวที่อาจสร้างความหนักใจให้แก่รัฐบาล ในฐานะที่ต้องรับศึกทั้งภายในประเทศและกับกัมพูชา ที่ดูเหมือนว่า สมเด็จฮุน เซน มีไพ่ที่เหนือกว่า

 สอง จากกรณีร่างกฎหมายแก้รัฐธรรมนูญที่เพิ่งผ่านคณะกรรมาธิการไปด้วยเสียงฉิวเฉียด เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ประธานคณะกรรมาธิการ ต้องออกแรงโหวตชี้ขาด เพราะเสียงมาเท่ากันที่ 17 : 17

 เป็น 17 เสียงที่ทั้งพรรคร่วมและพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็รู้ดีว่ามาจากไหน ใครเดินสายล็อบบี้

 รู้พอๆ กับ บรรหาร ศิลปอาชา ผู้มีบารมีในพรรคชาติไทยพัฒนา ที่ออกโรงพูดเรื่องนี้ ทั้งที่ถูกสั่งห้ามยุ่งเกี่ยวการเมืองหลังจากพรรคชาติไทยถูกยุบว่า พรรคร่วมเอาจำนวนส.ส. 400 : 100 เหมือนกับที่เคยมีในรัฐธรรมนูญปี 2540

 เช่นเดียวกับ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการจากซีกของ ส.ว.ว่า งานนี้ใครเป็น "แม่งาน" เดินสายล็อบบี้ขอเสียงให้เอาเหมือนกับพรรคร่วมรัฐบาล

 ขณะที่ในซีกของพรรคประชาธิปัตย์นั้น ไม่มีท่าทีใดๆ จาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรค ที่เคยเอ่ยปากร้องขอลูกพรรคให้คล้อยตามเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 มีเพียง สุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้จัดการรัฐบาล ที่นัดหมายพรรคร่วมรัฐบาลไปหารือกัน

 แต่ถึงแม้ว่าจะไปพูดคุยกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้หมายความว่า จะไปเพื่อต่อรอง หรือเพื่อขอให้ยอมเอาตามที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องการ

 หากแต่ไปเพื่อจะแจ้งกำหนดกิจกรรมทางการเมืองที่น่าจะเกิดขึ้นในวันใดวันหนึ่ง

 เพราะพรรคประชาธิปัตย์เห็นว่า ยอมอ่อนข้อให้แก่พรรคร่วมรัฐบาลในกรณีแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้เขตเลือกตั้งเล็กลงมาแล้ว เรื่องสัดส่วนของส.ส.ก็น่าจะยอมให้แก่พรรคประชาธิปัตย์บ้าง

 ถ้าพูดไม่รู้เรื่องก็จบ ล้มกระดาน

 ถามว่าวันไหน ?

 แกนนำพรรคประชาธิปัตย์หารือกันคร่าวๆ แล้วว่า เมื่อสภาเปิดประชุมวันที่ 21 มกราคม หากฝ่ายค้านไม่ชิงยื่นอภิปรายไม่ไว่วางใจ ช่วงนั้น การตัดสินใจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

 แต่หากฝ่ายค้านยื่นเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็ต้องยอมให้ศึกซักฟอกเกิดขึ้น แล้วไปตายเอาดาบหน้า

 กรณีนี้ เลวร้ายที่สุดก็คือ อาจเกิดงูเห่าหรือเกิดการพลิกขั้ว จนทำให้รัฐบาลล่มสลายเปลี่ยนขั้วไปเป็นพรรคเพื่อไทย นั่นก็ต้องวัดใจพรรคร่วมว่า หากจะเอากันขนาดนั้นก็ไม่มีทางเลือก

 แต่พรรคร่วมก็ต้องไปเผชิญกับแรงกดดันดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งม็อบเสื้อเหลือง

 ยิ่งทางฟากพรรคเพื่อไทยมีเป้าหมายที่จะแก้รัฐธรรมนูญเพื่อให้ทุกอย่างกลับไปตั้งแต่เมื่อครั้งยังไม่เกิดการยึดอำนาจในปี 2549 และถ้าทำเช่นนั้นได้จริง โดยมีพรรคร่วมพรรคใดพรรคหนึ่ง หรือทุกพรรคมีส่วนช่วยให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้น ก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ หากบ้านเมืองกลับไปสู่สถานการณ์เลวร้ายเช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

 แต่หากการอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านไป ก็ใช่ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเข้าสู่การพิจารณาได้ เพราะยังมีกรณี ส.ว.สรรหา 74 คน ที่จะหมดวาระลงในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ ที่จะกลายเป็นช่องโหว่ในเรื่องความชอบธรรมในการพิจารณาแก้ไขกฎหมายสูงสุดของประเทศ

 ตรงนี้จะเป็นข้ออ้างให้พรรคประชาธิปัตย์เลื่อนการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 2 ออกไป

 จังหวะนี้แหละ ที่แม้แต่ระดับ ส.ส.สมัยแรกของพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นตรงกันว่า นี่คือช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่ นายกฯ อภิสิทธิ์ จะตัดสินใจอะไรก็ได้

 แม้กระทั่งยุบสภา และปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแท้งไป

 อย่าลืมว่า เสียงส่วนใหญ่ที่ประชุมส.ส.ประชาธิปัตย์ในก่อนหน้านี้ 82 : 41 ที่คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

 การตัดสินใจปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญตกไปก็เท่ากับเป็นการเยียวยาเสียงส่วนใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกข่มขืนใจให้ยอมรับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพียงเพราะเป็นเงื่อนไขที่ไปรับปากกับพรรคร่วมรัฐบาลตั้งแต่แรกตั้งรัฐบาล

 เพราะฉะนั้น ที่ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ จากพรรคชาติไทยพัฒนา บอกว่า 400 :100 นอนมาโดยไม่ต้องมีพระนำนั้น เอาเข้าจริง ไม่รู้จะมีโอกาสโหวตเสียงกันหรือเปล่า

 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแท้ง ก็ต้องกลับไปใช้รูปแบบการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญปี 2550 เขตเลือกตั้งใหญ่ และการจัดโซนส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เหมือนที่เคยเป็น ก็เข้าทางประชาธิปัตย์แบบเต็มๆ

 เพียงแต่ว่า หากจบกันแบบนี้ ดูจะไม่ค่อยสวยเท่าไหร่

 ถ้าหากสมัยหน้าประชาธิปัตย์ไม่ได้เสียงเด็ดขาดจริงๆ การกลับมาร่วมรัฐบาลกันอีกครั้งก็น่าจะเต็มไปด้วยความอีหลักอีเหลื่อมองหน้ากันไม่สนิท ถึงแม้จะเชื่อว่า นักการเมืองไทยนั้นเป็นพันธุ์พิเศษ "ไม่มีมิตรและศัตรูถาวร" มีแต่ใครที่ยอมรับเงื่อนไขได้มากกว่า

 และที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ก็ไม่ได้ดุด่าว่าอะไร จะมีก็แต่นักธุรกิจที่เขาเซ็งจากระบบ 30%

 ประชาธิปัตย์ยังคงปลื้มกับการแสดงอาการกราดเกรี้ยวในยามที่ภายนอกตราหน้าว่าปล่อยให้โกง เพียงแค่ "ตีมือ" นักหยิบนักฉวยทั้งหลาย

 นั่นทำให้ประชาธิปัตย์ในวันนี้เริ่มแสดงอาการ "ไม่แคร์" เพราะพร้อมแล้วสำหรับการตัดสินใจ แม้ว่าเปิดสภาแล้วจะเจอศึกหนักก็ตาม