ข่าว

ไชยวัฒน์ลั่นปิดด่านบีบรัฐช่วย7ไทย

ไชยวัฒน์ลั่นปิดด่านบีบรัฐช่วย7ไทย

12 ม.ค. 2554

เครือข่ายประชาชนฯ ประกาศปิดด่านอรัญประเทศ กดดันรัฐบาลเร่งช่วย 7 คนไทย ขู่ ระดมพลพรุ่งนี้ที่ที่ทำเนียบ ด้านด่านอรัญประเทศ สระแก้ว หงอยนักท่องเที่ยวและนักพนันไทยหด หลังกัมพูชาแจ้งข้อหาเพิ่ม 2 ใน 7 คนไทยที่ถูกจับ

(12ม.ค.) เวลา 11.00 น.นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำเครือข่ายประชาชนไทยหัวใจรักชาติ และแนวร่วม ได้แถลงท่าทีในการกดดันรัฐบาล ให้ปล่อยตัวคนไทย 7 คนที่ถูกกัมพูชาจับกุมว่า จุดยืนของเครือข่ายฯคือศาลกัมพูชาไม่มีสิทธิ และอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ เพราะขัดต่อกฎหมายสากลโดยเฉพาะสนธิสัญญาเจนีวาฉบับที่ 4 และกฏบัตรสหประชาชาติที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางกลุ่มได้ประท้วงเป็นทางการกับรัฐบาลไทยและรัฐบาลกัมพูชาแล้ว ทั้งนี้ทางการไทยยังกำหนดแนวทางต่อสู้ผ่านทางสถานฑูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ และรัฐมนตรีบางคนในคณะรัฐบาล ยังยืนยันว่าให้คนไทยทั้ง7คนยอมรับสารภาพเพื่อได้ใช้สิทธิขอประกันตัว หรือขอพระราชทานอภัยโทษจากกษัตริย์กัมพูชา

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้เวลา 14.00 น.เครือข่ายฯจะยื่นเรื่องต่อสำนักงานกาชาดสากลประจำประเทศไทย เพื่อปฎิบัติหน้าที่ที่จะดูแลคุ้มครองสิทธิพลเมือง ระหว่างประเทศกับนายวีระ สมความคิด ที่ถูกคุมขังอยู่กรุงพนมเปญ นอกจากนี้เตรียมระดมคนในวันพรุ่งนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเร่งด่วน เพื่อปิดด่านชายแดนอรัญประเทศ หากรัฐบาลไม่ปิดด่าน ก็จะนำประชาชนไปปิดด่านเอง ทั้งนี้ เพื่อหยุดเส้นทางขนยาเสพติด น้ำมันเถื่อน สินค้าหนีภาษี ไม้เถื่อน แรงงานเถื่อน และปิดกั้นความสะดวกที่คนไทยบางส่วนจะเข้าไปเล่นคาสิโนปอยเปต รวมไปถึงการตรวจสอบการบริหารการผลิตกระแสไฟฟ้าจากประเทศไทย ไปกัมพูชาว่า ถูกต้องชอบธรรมหรือไม่

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศบริเวณด่านพรมแดนอรัญประเทศ จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ซึ่งยังคงเปิดด่านพรมแดนฯตามปกติตั้งแต่เวลา 07.00 น.- 20.00 น.ของทุกวัน แต่การเดินทางออกไปกัมพูชาของนักท่องเที่ยวชาวไทยได้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางไปเที่ยว นครวัด-นครทม จ.เสียมราฐ ของกัมพูชาบางตามาก โดยเฉพาะกรุ๊ปทัวร์หายไปกว่า 60 % แม้แต่นักพนันชาวไทยที่เคยเดินทางออกไปเสี่ยงโชคในบ่อนกาสิโนฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชาจำนวนมากวันละกว่า 3000 คน ก็ลดลงเหลือแค่ 1000 คนเศษ หลังจากเกิดเหตุทหารกัมพูชาจับ 7 คนไทย และมีการแจ้งข้อหาเพิ่มกับ 2 ใน 7 คนไทยที่ถูกจับ ทำให้นักท่องเที่ยวและนักพนันชาวไทยต่างกลัวปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพิ่มความบาดหมางซึ่งจะนำไปสู่การปิดด่านชายแดนได้

 พ.ต.ท.เบญจพล รอดสวาสดิ์ รอง ผกก.ตม.สระแก้ว เผยว่าด่านพรมแดนอรัญประเทศ ยังคงเปิดเป็นปกติ แต่ยอมรับว่ามีนักท่องเที่ยวชาวไทยเดินทางออกไปกัมพูชาน้อยลง แม้แต่นักพนันชาวไทยก็ลดลงด้วย ซึ่งส่วนใหญ่เกรงความไม่ปลอดภัยสำหรับคนไทยที่เข้าไปในกัมพูชา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวคาดลดลงกว่า 60 % ส่วนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติยังคงเดินทางผ่านเข้า-ออก ด่านพรมแดนอรัญประเทศ เป็นปกติ และชาวเขมรที่เข้ามาค้าขายในตลาดโรงเกลือ ก็ยังคงเดินทางเข้ามาทำการค้าตามปกติก็มีอยู่บ้างบางส่วนที่ลดลง เนื่องจากข่าวการแจ้งข้อหาเพิ่มกับ 2 ใน 7 คนไทย ทำให้เกิดความกลัวว่าจะมีการปิดด่านพรมแดนฯซึ่ง จนท.ตม.สระแก้ว ได้ประชาสัมพันธ์ตลอดเวลาว่าด่านพรมแดนอรัญประเทศ ยังเปิดตามปกติยังไม่มีสิ่งบอกเหตุว่าจะมีการปิดด่านฯแต่อย่างใด

 ส่วนบรรยากาศในฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา ชาวเขมรยังคงติดตามข่าวสารกรณีอัยการกัมพูชา เพิ่มข้อหา 2 ใน 7 คนไทย อย่างใกล้ชิด นายเฮือน โปน อายุ 39 ปี พ่อค้าชาวกัมพูชา ในตลาดปอยเปต เผยว่าช่วงนี้ชาวกัมพูชาในตลาดปอยเปต รู้สึกเครียดมากโดยเฉพาะผู้ที่ทำการค้าในตลาดโรงเกลือและส่งสินค้าเข้าประเทศไทย ยิ่งรู้ว่าทางการกัมพูชา ได้แจ้งข้อหาเพิ่มกับ 2 ใน 7 คนไทยที่ถูกจับยิ่งทำให้ชาวเขมรต่างยิ่งเครียด โดยวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการแจ้งข้อหาเพิ่มกับ 2 ใน 7 คนไทย จะทำให้ความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา เพิ่มความบาดหมางกันมากขึ้น และอาจจะนำไปสู่การตอบโต้จนทำให้ต้องมีการปิดด่านพรมแดนฯขึ้นได้ ซึ่งชาวเขมรเป็นห่วงมากที่สุดคือการปิดด่านพรมแดนอรัญประเทศ

 ต่อมาเวลา 11.30 น. วันเดียวกันได้มีแรงงานชาวเขมร ตามข้อตกลง MOU จำนวนกว่า 300 คน ได้เดินทางข้ามด่านพรมแดนอรัญประเทศ จากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา เข้ามาในประเทศไทย โดยมีหนังสือเดินทางประทับตราเข้าประเทศมาอย่างถูกต้อง ทำให้ ร.อ.ชาญ ว่องไวเมธี ผบ.ร้อย ทพ. 1206 ฉก.กรม.ทพ. 12 กกล.บูรพา ต้องทำการตรวจค้นอย่างเข้มงวดเนื่องจากเกรงจะมีการลักลอบนำสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในประเทศไทย ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมของไทยอย่างถูกต้อง ตามข้อตกลง MOU ที่รัฐบาลไทยได้ทำข้อตกลงกับรัฐบาลกัมพูชา เรื่องการจ้างแรงงาน ปี 2546 โดยจะเดินทางไปทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมที่ จ.ชลบุรี และ กทม.

กสม.ออกแถลงการณ์จี้รัฐเร่งช่วย7คนไทย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.)ได้ออกแถลงการณ์กรณีคนไทย ๗ คนถูกเจ้าหน้าที่ของกัมพูชาจับกุมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ใกล้หลักเขตแดนที่ 46 เมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2543 โดยแถลงการณ์ระบุว่า กรณีที่เกิดขึ้นมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งเพราะส่งผลกระทบต่ออธิปไตยและเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของบุคคลและประชาชนทั้งของประเทศไทยและกัมพูชาโดยทางตรงและทางอ้อม ซึ่งทางกสม. จึงขอแสดงความห่วงใยต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้

 1. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างรอบคอบ และปกป้องสิทธิและเสรีภาพของคนไทยทั้ง ๗ คนตามหลักสิทธิมนุษยชน ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอย่างเคร่งครัด เนื่องจากความไม่ชัดเจนของแนวเขตแดนไทย-กัมพูชาย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพในการเดินทางโดยเสรีของบุคคล ในการประกอบอาชีพ และสิทธิในทรัพย์สินของประชาชนไทย-กัมพูชาที่อาศัยอยู่ในบริเวณดังกล่าว

 2. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอแสดงความห่วงใยต่อคนไทยทั้ง 7 คนที่ถูก จับกุมบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และขอให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจังในการ ดูแลสวัสดิภาพของคนไทยที่ถูกจับกุม โดยต้องดำเนินการตามข้อ 1 ให้เกิดความชัดเจนในเรื่องแนวเขตแดนไทย-กัมพูชา และระหว่างรอการพิสูจน์และรับรองแนวเขตแดนโดยทั้งสองฝ่าย ขอให้รีบส่งคนไทยทั้ง 7 คนกลับประเทศไทยโดยเร็ว ในระหว่างการดำเนินการข้างต้น ขอให้รัฐบาลดูแลให้คนไทยทั้ง 7 คนได้รับการประกันสิทธิขั้นพื้นฐานในกระบวนการยุติธรรมในการพิจารณาคดีตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง อาทิ สิทธิในการได้รับการประกันตัวในระหว่างการพิจารณาคดี สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผยและเป็นธรรม สิทธิที่จะได้รับความสะดวกเพียงพอแก่การเตรียมการในการต่อสู้คดีและติดต่อทนายความที่ตนเลือกได้ สิทธิในการได้รับการพิจารณาคดีโดยไม่ชักช้าเกินความจำเป็น ตลอดจนการอำนวยความช่วยเหลือ เช่น ล่าม เป็นต้น
 
 3. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติขอให้รัฐบาล โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งการดำเนินการเพื่อหาข้อยุติเกี่ยวกับข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยทั้งสองฝ่ายจะต้องเคารพอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ปัญหาขยายวงกว้าง อันจะนำไปสู่การใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหาระหว่างกัน และส่งผลกระทบต่อสิทธิในการดำรงชีวิตอย่างปกติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนไทยและกัมพูชา

 4. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติย้ำถึงเจตนารมณ์ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ ที่มุ่งประสงค์ให้รัฐบาลประเทศต่างๆ พัฒนาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน และร่วมมือกันในการส่งเสริมให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชน อันเป็นรากฐานของเสรีภาพ ความเป็นธรรม และสันติภาพ

 แถลงการณ์ยังระบุอีกว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้ความสำคัญในกรณีดังกล่าว และจะดำเนินการ ติดตาม ตรวจสอบ ข้อเท็จจริงและความคืบหน้าในการดำเนินการของรัฐบาลและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งรายงานให้สาธารณชนทราบเป็นระยะ ๆ ต่อไป