ข่าว

ชี้เงินเฟ้อเสี่ยงศก.ลั่นใช้ดอกเบี้ยคุมธปท.-คลังประสานเสียง-เอกชนเชื่อทั้งปีปรับ0.5%

ชี้เงินเฟ้อเสี่ยงศก.ลั่นใช้ดอกเบี้ยคุมธปท.-คลังประสานเสียง-เอกชนเชื่อทั้งปีปรับ0.5%

12 ม.ค. 2554

คลัง-ธปท.ประสานเสียงเงินเฟ้อความเสี่ยงฉุดเศรษฐกิจไทยปีนี้ ยันจำเป็นต้องใช้นโยบายดอกเบี้ยสกัดปัญหา จับตาผลประชุม กนง.วันที่ 12 ม.ค.นี้ เอกชนมองทั้งปีปรับขึ้น 0.50%

 นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2554 ว่า ยังต้องจับตาปัจจัยที่จะเข้ามากระทบในหลายด้าน เช่น ภาวะเศรษฐกิจโลก ที่อาจได้รับผลกระทบจากปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศยุโรป รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอุตสาหกรรมหลักคือสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น โดย ธปท.ประเมินว่า เศรษฐกิจโลกปีนี้จะขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงจาก 3.9% ปีก่อนหน้าเหลือ 3.2-3.3% ซึ่งอาจมีผลทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวลงด้วย

 นอกจากนั้นมองว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้มีหลายปัจจัยเป็นแรงกดดัน ทั้งราคาน้ำมัน ราคาสินค้า การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ ค่าแรงขั้นต่ำ และราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้น จะทำให้ความจำเป็นในการใช้นโยบายดอกเบี้ยมีมากกว่าปีก่อน โดย ธปท.ได้ส่งสัญญาณในทิศทางดอกเบี้ยมาแล้วในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) 3 ครั้ง ที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมาอยู่ที่ 2% ส่วนการประชุม กนง.ในวันที่ 12 มกราคมนี้ จะพิจารณาข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่ออกมาประกอบอีกครั้ง

 "ประเทศกำลังพัฒนาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้ออาจทำให้เกิดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยกว้างขึ้น แต่ก็ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ทำให้กระแสเงินทุนจะไหลเข้าประเทศไทย" นางอัจนา กล่าว

 ด้านนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวในหัวข้อ “แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2554 และความท้าทายภัยทางธุรกิจ” ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2554 จะขยายตัวได้ 4.5% ต่อเนื่องจากปี 2553 ที่จะขยายตัว 8% แต่จะขยายได้มากกว่าเป้าหมายหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากราคาสินค้าอาหาร และราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น การแข็งค่าของเงินบาทที่ยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง แต่ภาครัฐจะพยายามติดตามการไหลเข้าของเม็ดเงินไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ขณะเดียวกัน ความไม่แน่นอนทางการเมือง หากการเมืองไม่นิ่งก็จะส่งผลต่อเศรษฐกิจไม่แตกต่างจากปีที่แล้ว

 นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 6.7-12% หรือคิดเป็นมูลค่า 206,951-217,310 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ชะลอลงจากปี 2553 ที่ขยายตัว 27.3% ซึ่งถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สำหรับปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการส่งออกไทยในปีนี้ขึ้นอยู่กับทิศทางเศรษฐกิจโลก ส่วนค่าเงินบาทคาดว่าจะอยู่ระหว่าง 28.3-30.1 บาทต่อดอลลาร์ หรือแข็งค่าขึ้นอีก 1.5-3.4% รวมทั้งต้นทุนสินค้าที่จะปรับสูงขึ้นจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มขึ้นอีก 0.5% ทั้งปี