ข่าว

เทวดาในโลกของตำรวจ

เทวดาในโลกของตำรวจ

12 ม.ค. 2554

“เขาไม่รู้เรื่อง เราบังคับไปเลย ย้ำให้เขาต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด” นายตำรวจสายวิชาการ กล่าวเสนอต่อที่ประชุมนายตำรวจระดับนโยบายเพื่อมุ่งหวังให้ผู้มีอำนาจออกคำสั่งให้เหล่าบรรดาตำรวจสายปฏิบัติที่คลุกคลีใกล้ชิดอยู่กับชาวบ้านตามโรงพักต่างๆ จำต้องปฏิบัต

 ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าสอดคล้องกับเสียงบ่นจากพื้นที่ที่ว่า “มีแต่เทวดาสั่งมา” หากเหล่าบรรดาเทวดาได้ผ่านประสบการณ์การทำงานในสถานีตำรวจมาอย่างโชกโชนจนรู้แก่นแท้ มีความเข้าใจที่ลึกซึ้งถึงความซับซ้อนของพฤติกรรมการละเมิดกฎหมายของประชาชนแล้วนั้น “สิ่ง” ที่เทวดาสั่งก็จะสร้างความยินดีปรีดาให้แก่ตำรวจผู้ปฏิบัติ แต่บ่อยครั้ง ผู้สั่งคือ กลุ่มบุคคลที่คนในวงการตำรวจรู้กันดีว่าเติบโตขึ้นสู่ระดับสูงด้วยวิธีการใด หรือมีฝีมือแค่ไหน อย่างไร?

 “ทำไมเราไม่ให้โรงพักเขาได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น หรือร่วมคิด ว่าเขาจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการจราจรอย่างไร ให้สอดคล้องกับบริบทสังคมวัฒนธรรมของแต่ละสถานีตำรวจ” ดิฉันตั้งคำถามในฐานะนักวิชาการที่ทำงานวิจัยเกี่ยวกับตำรวจแต่ไม่ได้เป็นตำรวจ ไม่ได้มีอำนาจไปบังคับบัญชาตำรวจคนใด

 “เชื่อผม เขาไม่รู้เรื่องหรอก” นายตำรวจคนเดิมพูดอย่างมั่นใจจนทำให้ดิฉันอดสะเทือนใจแทนเหล่าบรรดาตำรวจที่ปฏิบัติงานอยู่ที่สถานีตำรวจต่างๆไม่ได้

 การใช้อำนาจไม่ว่าจะเป็นอำนาจในรูปแบบใดๆ ให้เกิดประสิทธิภาพนั้น ผู้ใช้อำนาจจะต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างถาวรและเต็มใจด้วยแล้ว อำนาจควรถูกกระทำอย่างยืดหยุ่นและแนบเนียน การใช้อำนาจทางกฎหมายบังคับอย่างเข้มแข็งและเข้มงวดอาจเหมาะสมสำหรับพฤติกรรมการกระทำผิดบางประเภท ดังนั้น ตำรวจในฐานะผู้มีอำนาจในการบังคับใช้กฎหมายจำเป็นต้องใช้ประสบการณ์และหัวใจที่มีมิตรไมตรีประกอบดุลยพินิจในการใช้อำนาจเพื่อส่งเสริมหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชน ดังเช่น ตัวอย่างเสียงของชาวบ้านที่มีต่อการใช้อำนาจทางกฎหมายจับกุมอย่างเข้มงวดเพื่อให้ผู้ขับขี่สวมหมวกนิรภัยที่ว่า “ตายกู ไม่ใช่ตายมึง หวังดีอะไรมาดักจับตอนช่วงจะเข้าโรงเรียน ปรับทีอดข้าวเลย” หรือ “สิ้นเดือน นายหาเบี้ยหลาว”

 แตกต่างจากพื้นที่ที่ดิฉันได้ลงศึกษาภาคสนามอีกจังหวัดหนึ่ง คนขับขี่รถมอเตอร์ไซค์เล่าให้ฟังว่า ”ต้องใส่ ใส่ทั้งๆ ที่คนขี่ คนซ้อนเพราะจังหวัดเราคนตายจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์เยอะ”

 “ตำรวจเขาประชาสัมพันธ์ทั่วเมืองเลย เขาไม่อยากให้ตายเยอะ” หรือ “ตำรวจชุดนี้เขาดีนะ เวลาวัยรุ่นขี่รถไม่สวมหมวก เขาเป่านกหวีดปี๊ด แล้วเขาก็ชี้ที่หัว ถ้าเป็นตำรวจชุดก่อนเอาแต่ตั้งด่านจับ ชาวบ้านเกลียด ยังใส่หมวกไม่เท่าตอนนี้เลย”

 การเข้าใจวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นประกอบการใช้อำนาจทางกฎหมายเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอาจต้องใช้พลัง ต้องใช้การมีส่วนร่วมจากหน่วยงานองค์การต่างๆ ในพื้นที่ให้เข้ามาร่วมมือ ร่วมคิด ร่วมใจในการทำงานร่วมกับตำรวจอาจต้องใช้เวลาแต่ก็สร้างความยั่งยืนและความเต็มใจในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัยของผู้ขับขี่และผู้ซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ แต่อย่างน้อยทัศนคติและภาพลักษณ์ของตำรวจก็ไม่เสียหายมากขึ้น และตำรวจจราจรก็จะพ้นจากข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นหน่วยที่สร้างภาพลักษณ์เชิงลบให้แก่วงการตำรวจ ดังนั้นก่อนสั่งให้โรงพักทำอะไรโปรดทำความเข้าใจสภาพพื้นที่ให้แจ่มชัดก่อน ทั้งนี้เพราะโรงพักเขามีภาระงานที่มากพออยู่แล้ว อย่าไปเพิ่มภาระที่ไม่จำเป็นแก่เขาอีกเลย!

ผศ.ดร.ปนัดดา ชำนาญสุข