ข่าว

สั้นกับยาว

สั้นกับยาว

12 ม.ค. 2554

คนไทยสมัยก่อนมีภาษิตและข้อคิดเกี่ยวกับความสั้น-ยาว อยู่หลายคำ เช่น “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ”

 “อย่าต่อความยาว สาวความยืด” รวมทั้ง “อย่าเอาไม้สั้นไปรันขี้”

 สิ่งที่ให้รักยาวหรือสั้น และให้บั่นหรือให้ต่อนั้น คือไมตรี ซึ่งคนไทยให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ในสุภาษิตพระร่วงถึงกับมีบทหนึ่งที่สั่งสอนให้ “ปลูกไมตรีอย่ารู้ร้าง สร้างกุศลอย่ารู้โรย” เป็นการเปรียบเทียบการสร้างไมตรีทำกับการทำบุญกุศลทีเดียว หากถามว่าทำไมท่านถึงได้ให้ความสำคัญต่อไมตรี คำตอบก็น่าจะเป็นเพราะการมีไมตรีจิตต่อกันนั้น นำมาซึ่งศานติสุข เข้าทำนอง “รักกันไว้ดีกว่าชังระวังการ”

 เรื่องบางเรื่องหรือหลายๆ เรื่องนั้น ยิ่งพูดก็ยิ่งยาวและแตกประเด็นออกไปอีกมากมาย และทำให้สิ่งที่น่าจะจบลงได้นั้น กลับไม่จบ หนำซ้ำยังเกิดปมปัญหาใหม่ๆ ให้ตามแก้กันจนเป็นเรื่องวุ่นวายโดยใช่เหตุ ดังนั้นท่านจึงได้เตือนสติให้รู้จักยับยั้งชั่งใจ คิดหน้าคิดหลัง และคำนึงถึงผลประโยชน์ในระยะยาว มากกว่าการจะด่วนแตกหักกันง่ายๆ โดยเฉพาะกับเรื่องบางเรื่องที่ผลีผลามทำอะไรลงไปก็มีแต่จะเป็นฝ่ายเสียมากกว่าได้ ดังนั้น คนโบราณจึงสอนให้ลูกหลานหัดคิดอะไรที่ยาวๆ เข้าไว้

 การมีความคิดที่ยาวนั้น ศัพท์ปัจจุบันใช้ว่า “วิสัยทัศน์” ซึ่งถ้าแปลตามตรงก็คือการมองการณ์ไกล ซึ่งการมองการณ์ไกลนี้ เป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของผู้นำทั้งทหารและพลเรือน การจะนำกองทัพไปสู่ชัยชนะหรือการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ ผู้นำจะต้องมีข้อมูลอย่างรอบด้าน ใคร่ครวญอย่างรอบคอบ และมองสถานการณ์ข้างหน้าอย่างทะลุปรุโปร่ง ใช้สติและปัญญามากกว่าอารมณ์หรือการอิงกระแส และผู้นำที่คิดยาวนั้น แค่คิดอยู่ในใจยังไม่ทันต้องลงมือก็มีชัยไปกว่าครึ่งแล้วละครับ แต่ผู้นำที่คิดสั้น ขาดวิสัยทัศน์นั้น ต่อให้ท่าดีเพียงไร ก็คงยากที่จะเอาชนะใครได้จริงๆ

 ศัพท์สมัยใหม่อีกคำหนึ่งเกี่ยวกับผู้นำก็คือ “วุฒิภาวะ” คำนี้มีผู้ให้คำจำกัดความไว้หลายคำด้วยกัน แต่ผมอยากจะใช้คำว่า “โตเต็มวัย” คือมีความบริบูรณ์ทางสติปัญญา อารมณ์ การรับรู้ และความอดทนอดกลั้น อย่างที่คนทั่วไปในวัยนั้นควรจะเป็น นั่นก็คือคนหนุ่มก็ควรจะมีวุฒิภาวะในระดับคนหนุ่ม คนแก่ก็ควรจะมีวุฒิภาวะในระดับคนแก่ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นประเภทซูเปอร์ฮีโร่ที่อึดหรือเก่งกาจใจฉกรรจ์เกินมนุษย์มนา แต่อย่างใด ขอเพียงอย่าให้ขาดตกบกพร่องกว่าวัยที่ควรจะเป็นก็พอแล้ว เพราะคนที่ขาดวุฒิภาวะก็มักจะรักสั้นมากกว่ารักยาว

 มีคนพูดกันเสมอว่าเด็กไทยสมัยนี้ขาดรากฐานของความเป็นไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนรู้ปรัชญาชีวิต คติธรรม และภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน ทำให้กลายเป็นคนไทยสายพันธุ์ใหม่ที่มีความรู้สึกนึกคิดผิดแผกแตกต่างไปจากเดิม ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่สู้จะประหลาดใจหรือตกอกตกใจอะไรเท่าไหร่ เพราะเป็นเรื่องที่การศึกษาและสังคมของเราละเลยการอบรมบ่มนิสัยแก่เยาวชนของเราเอง แล้วจะไปโทษใครได้ แต่ที่ผมค่อนข้างจะแปลกใจก็คือคนรุ่นเก่าและคนรุ่นแก่หลายๆ คน ที่เลอะเลือนหรือลืมเลือนข้อคิดและคตินิยมที่ตนเองเคยได้รับการสั่งสอนหรือได้ยินได้ฟังมาเช่นเรื่องการรักสั้น-รักยาว เรื่องไมตรี หรือเรื่องการต่อความยาว สาวความยืด ต่างหากครับ