
สถานการณ์ล่อแหลมของการแก้รัฐธรรมนูญ
เป็นไปตามคาดที่ประชุมคณะกรรมาธิการประจำรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93-98 เกี่ยวกับระบบเขตเลือกตั้ง ที่เสนอโดย "คณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญชุด สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" ได้ข้อสรุปแล้วหลังจากใช้เวลาประชุมกว่า 3 ชั่วโมง
โดยที่ประชุมมีมติเสียงข้างมากเห็นด้วยกับระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และ ส.ส.สัดส่วน 125 คน!
หลังจากที่ประชุมมีความเห็นเป็น 2 ส่วน คือ เสนอ ส.ส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 375 คน และ ส.ส.สัดส่วน 125 คน กับ ส.ส.เขต 400 คน และ ส.ส.สัดส่วน 100 คน โดย "พรรคประชาธิปัตย์" สนับสนุน ส.ส.เขต 375 : 125 ขณะที่ "พรรคร่วมรัฐบาล" สนับสนุน "ส.ส.เขต 400 : 100
เมื่อหารือกันนาน 3 ชั่วโมงยังหาข้อยุติไม่ได้ที่ประชุมจึงต้องลงมติปรากฏว่า คณะกรรมมีทั้งหมด 45 คน แบ่งสัดส่วน ส.ว. 11 คน และ ส.ส. 34 คน แบ่งเป็น "ประชาธิปัตย์" 19 คน "ภูมิใจไทย" 4 คน "เพื่อแผ่นดิน" 4 คน "ชาติไทยพัฒนา" 3 คน "รวมชาติพัฒนา-กิจสังคม-มาตุภูมิ และพรรคประชาราช" พรรคละ 1 คน ผลการลงมติมีคะแนนเสียง 17 : 17 จึงต้องตัดสินที่คะแนนของ "ประธานกรรมาธิการฯ" เทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งลงมติสนับสนุน "375 : 125" โดยมี "คณะกรรมาธิการฯ" มาร่วมประชุมทั้งหมดเพียง 35 คน
จึงถือว่าในส่วนของ "คณะกรรมาธิการฯ" ได้ข้อยุติในเรื่องระบบเขตเลือกตั้ง ส.ส.แล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นเรื่องของ "ผู้ขอแปรญัตติ" จะแสดงความเห็นก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา
ส่วนข้อกังวลเรื่อง ส.ว.สรรหา ที่จะครบวาระ 3 ปี ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์นี้ แม้ว่าจนถึงขณะนี้ยังไม่ทราบจำนวน ส.ว.สรรหา ที่ประสงค์จะลาออกเพื่อเข้ารับการสรรหาใหม่ แต่ขณะนี้มีจำนวน 6 คน ที่มีการพูดคุยกับ "ประสพสุข บุญเดช" ประธานวุฒิสภา ว่าจะไม่ลาออก เพื่อเข้ารับการสรรหาใหม่ ที่เหลืออีก 68 คนก็ต้องมาลุ้นว่าจะลาออกหรือไม่
แต่จากกระแสที่มีการพูดคุยกันในสภาปรากฏว่า ส.ว.สรรหาส่วนใหญ่จะลาออก เพื่อเข้ารับการสรรหาใหม่อีกครั้ง จึงเกิดข้อถกเถียงเรื่อง "องค์ประชุม ส.ว." หากคณะกรรมาธิการประจำรัฐสภาเพื่อพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญสรุปญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภากลางเดือนกุมภาพันธ์ จะมีปัญหาเรื่องการตีความในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 วรรค สี่ ที่ระบุว่า
"ในกรณีที่มีเหตุการณ์ใดๆ ทำให้สมาชิกวุฒิสภาไม่ครบจำนวนตามวรรคหนึ่ง แต่มีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ให้ถือว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวนดังกล่าว แต่ต้องมีการเลือกตั้งหรือการสรรหาให้ได้สมาชิกวุฒิสภาครบจำนวนตามวรรคหนึ่งภายใน 180 วัน นับแต่วันที่มีเหตุการณ์ดังกล่าว และให้สมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามานั้นอยู่ในตำแหน่งเพียงเท่าอายุของวุฒิสภาที่เหลืออยู่"
ทำให้คนทั่วไปตีความไปได้ว่า "ไม่ว่ากรณีใดองค์ประชุม ส.ว.ต้องมีร้อยละ 95 หรือต้องมี ส.ว.อย่างน้อย 143 คน จากจำนวนทั้งหมด 150 คน ถ้ามี ส.ว.ในห้องประชุมไม่ถึง 143 คน ไม่ถือเป็นองค์ประชุม"
ขณะที่ ส.ว.สรรหาที่จะเข้ารับการเสนอชื่อเป็น ส.ว.อีกครั้ง ต้องลาออกในวันที่ 16-17 กุมภาพันธ์ เนื่องจาก ส.ว.สรรหาหลายคนเป็นห่วงว่า การเป็นเจ้าหน้าที่รัฐจะเป็นคุณสมบัติต้องห้ามหรือไม่ เนื่องจาก มาตรา 115 (8) และ (9) ที่ระบุว่า ไม่เป็นรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่น ซึ่งมิใช้สมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นหรือเคยเป็นแต่พ้นจากตำแหน่งดังกล่าวมาแล้วยังไม่เกิน 5 ปี
คำถามเรื่อง "องค์ประชุม ส.ว." ในมุมมองของ "ประธานวุฒิสภา" ประสพสุข บุญเดช กลับเห็นว่าการตีความของรัฐธรรมนูญต้องตีความใช้บังคับได้ โดยให้ตีความในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 วรรคสาม ที่ระบุว่า "ในกรณีที่ตำแหน่งวุฒิสภาว่างลง ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ และยังมิได้มีการเลือกตั้งหรือสรรหาขึ้นมาแทนตำแหน่งที่ว่าง แล้วแต่กรณี ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกวุฒิสภาเท่าที่มีอยู่"
"การตีความกฎหมายต้องบังคับใช้ได้และคิดว่าการตีความในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 วรรคสี่ ที่ระบุต้องมี ส.ว.ไม่น้อยกว่าร้อยละ 95 ของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด หมายถึง การเปิดประชุมครั้งแรกเมื่อ ส.ว.เข้ารายงานตัวเมื่อผ่านกระบวนการเลือกตั้ง แต่หลังจากเปิดประชุมครั้งแรกแล้วให้นับ ส.ว.เท่าที่มีอยู่ตาม มาตรา 111 วรรคสาม"
แต่ประเด็นมี ส.ว.หลายคนวิตกกังวลเตรียมทำหนังสือยื่นต่อ "ประสพสุข" เพื่อให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความ เนื่องจากเกรงว่าหาก ส.ว.เข้าร่วมพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2 ประเด็นเกี่ยวกับมาตรา 190 และ มาตรา 93-98 ที่เสนอโดย "คณะกรรมการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญชุด สมบัติ ธำรงธัญวงศ์" อาจขัดกฎหมาย
"ประสพสุข" บอกว่า ยินดีส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความหากสมาชิกส่งเรื่องมาให้ แต่ก็อยากให้ข้อคิดเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความเฉพาะเรื่องที่เกิดกรณีพิพาทเท่านั้น จึงไม่แน่ใจว่าหากส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความศาลจะพิจารณาให้หรือไม่ ส่วนตัวเห็นว่าควรดำเนินการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไปหากใครเห็นว่าขัดกฎหมายก็ให้ไปยื่นฟ้องภายหลัง
หลังจากกระแสความกังวลเกี่ยวกับองค์ประชุม ส.ว. ยังไม่มีใครมาสอบถาม "ประธานวุฒิสภา" เกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ "ประสพสุข" เชื่อว่า ญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 มาตรา ที่ประชุมรัฐสภาน่าจะเลื่อนการพิจารณาออกไปจนกว่าจะได้ ส.ว.สรรหาชุดใหม่เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ เพราะจำนวนสมาชิก ส.ว.ที่หายไปจะมีผลต่อการลงมติอาจเกิดการพลิกผันได้ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ส.ว.จึงเป็นตัวแปรสำคัญ กฎหมายบังคับต้องสรรหาให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน คิดว่าอย่างช้าไม่เกิน 20 เมษายน น่าจะมารายงานตัวครบ
"ประสพสุข" บอกว่า ในเบื้องต้นประธานสภาผู้แทนราษฎร ชัย ชิดชอบ ได้แจ้งมาแล้วว่าในเดือนมกราคมนี้ไม่สามารถเรียกประชุมรัฐสภาได้ เนื่องจากรัฐบาลติดภารกิจ แม้ว่าญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 มาตรา จะผ่านการพิจารณาในวาระ 2 แล้ว ก็ต้องรอเวลาไปอีก 15 วัน จึงจะนำเข้าสู่การพิจารณาในวาระ 3 ได้ จึงเชื่อว่าการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในเดือนกุมภาพันธ์ก็ยังไม่เสร็จ
นี่จึงเป็นอีกหนึ่งสถานการณ์อันล่อแหลมของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ ที่ไม่ใช่เพียงแค่ว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน หากแต่ยังรวมไปถึงว่า จะแท้งหรือไม่แท้งไปอีกด้วย
สมถวิล เทพสวัสดิ์



