ข่าว

สูตรส.ส.375+125ปชป.ชนะพรรคร่วม

สูตรส.ส.375+125ปชป.ชนะพรรคร่วม

12 ม.ค. 2554

ประชุมกมธ.แก้รธน. สูตรส.ส. 375+125 ของปชป.ชนะสูตรพรรคร่วมฯที่เสนอส.ส. 400+100 เพียงหนึ่งเสียงของเทอดพงษ์ "เสธ.หนั่น" เผยรอลุ้นฟรีโหวตในสภา ไม่กระทบเสถียรภาพรัฐบาล ส่วนผลคะแนนแบบนี้จะไม่ดึงพท.มาร่วม แนะแกนนำพรรคร่วมฯจับเข่าคุย ไม่เชื่อนายกฯสั่งปชป.หักหลัง

 เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11ม.ค.ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2550 ที่มีนายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการพิจารณาในร่างแก้ไขมาตรา 93-98 เกี่ยวกับระบบเลือกตั้งและจำนวนส.ส. ทั้งนี้นายเทอดพงษ์ ได้เปิดโอกาสให้กมธ. แสดงความเห็นว่าควรให้มีจำนวนส.ส.เท่าไหร ซึ่งปรากฏว่ากมธ.ในสัดส่วนพรรคร่วมรัฐบาลต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้มีส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และระบบบัญชีรายชื่อ 125 คน แต่สนับสนุนให้มีการแก้ไขให้มีส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 400 คนและบัญชีรายชื่อ 100 คน

 โดยความเห็นของส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลนั้นสอดรับในทางเดียวกันคือเสนอให้มีการแก้ไขให้มีส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 400 คนและบัญชีรายชื่อ 100 คน โดย นายมานิต นพอมรบดี กมธ.จากพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า จากที่ได้สอบถามประชาชนในพื้นที่ต่างเห็นด้วยกับการให้มีส.ส. 400 + 100 คน สอดคล้องกับความคิดเห็นของนายภราดร ปริศนานันทกุล กมธ.จากพรรคชาติไทยพัฒนา อภิปรายโดยอ้างว่า ประชาชนในพื้นที่จ.อ่างทองสนับสนุนให้มีส.ส. 400+100 คน ต่อมานายวินัย ภัทรประสิทธิ์ กมธ.จากพรรครวมชาติพัฒนา และ นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล กมธ.จากพรรคเพื่อแผ่นดิน อภิปรายสนับสนุนจำนวนส.ส. 400+100 คนเช่นเดียวกัน โดยอ้างว่าเพราะประชาชนในพื้นที่เข้าใจระบบการเลือกตั้งแบบนี้มากกว่าระบบ 375+125 คน จากนั้นกมธ.ในสัดส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลขอสงวนคำแปรญัตติทั้งหมดเพื่อขอไปใช้สิทธิ์อภิปรายในวาระ 2 ในที่ประชุมรัฐสภา

 ขณะที่ กมธ.ในสัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี เลขานุการกมธ. และนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายสนับสนุนจำนวนส.ส.เขตเดียวเบอร์เดียว 375 คน และ บัญชีรายชื่อ 125 คน ทั้งนี้ นายชำนิ กล่าวว่า รัฐสภาได้พิจารณารับหลักการร่างแก้ไขให้มีส.ส.เขต 375 คน และส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน ทั้งนี้ที่ผ่านมาในการเลือกตั้งปี 2544-48 มีปัญหาเรื่องส.ส.เขต 400 คนและส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน เกิดขึ้นมาและได้รับการแก้ไขในรัฐธรรมนูญ 2550 แล้ว จึงไม่เห็นด้วยหากจะกลับไปใช้ระบบเดิม
 “ ส.ส.สัดส่วน 125 คนนั้นไม่มีใครบอกว่าจะสำเร็จ แต่ควรนำของใหม่มาทดลองใช้ เพราะประสบการณ์บอกแล้วว่า หากส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน พรรคเล็กจะไม่มีส.ส.บัญชีรายชื่อ และจะไม่มีที่ยืนในการเมือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ 125 คน จะทำให้พรรคการเมืองมีสิทธิ์ที่จะได้ส.ส.ระบบนี้ในอัตราส่วน 0.75 แม้ว่าตัวเลขที่ นายสมบัติธำรงธัญวงศ์ เสนอมาอาจขัดหน่อย เพราะไม่กลมแบบที่ทุกคนเคยชิน แต่ต้องเข้าใจ เพราะตรงนี้เป็นทางใหม่ที่จะเริ่มเดินหรือจะกลับไปในทางเดินเก่าที่ทุกคนไม่อยากเดิน ส่วนที่มีการวิจารณ์ว่าพรรคประขาธิปัตย์จะได้ส.ส.เยอะจากสูตรส.ส. 375 คน และส.ส.สัดส่วน 125 คนนั้น การตัดสินว่าระบบนี้จะนำมาใช้หรือไม่อยู่ที่การลงมติในสภา ” นายชำนิ กล่าว

 พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกมธ.สัดส่วนจากพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นความล้มเหลวจากการเลือกตั้งในระบบส.ส. 400+100 คนเพราะมีการบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญมาถึง 8 ปี ในทางกลับกันผู้ที่สนับสนุนระบบส.ส. 375+125 คนต้องพิสูจน์ว่ามันดีบนหลักการและเหตุผลอย่างไร เช่นเดียวกับกรณีที่อ้างว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีเสนอระบบ 375 +125 คนและรัฐสภารับหลักการในวาระที่ 1 แล้วไม่สามารถแก้ไขได้ ถือเป็นการพูดไม่ถูกต้อง

 “ขอเรียนว่าวิปรัฐบาลเป็นฝ่ายกำหนดให้เราลงมติรับหลักการในร่างแก้ไขฉบับนี้ ทั้งนี้คิดว่าฝ่ายนิติบัญญัติต้องยืนด้วยตัวเองไม่ใช่เสนออะไรเข้ามาฝ่ายนิติบัญญัติต้องเห็นด้วยไปทั้งหมดโดยที่แก้ไขไม่ได้ สูตรส.ส.เขต 375 คน และส.ส.สัดส่วน 125 คน ไม่เห็นเหตุผลและข้อดีในสูตรนี้ ขอให้ชี้แจงด้วย นักวิชาการคิดว่า คนสมัครในระบบส.ส.สัดส่วน 125 คนจะมีโอกาสเป็นส.ส. ทำไมนักวิชาการไม่ลงมาสมัครแบบเขต นอกจากนี้ ยังสนับสนุนระบบบัญชีรายชื่อแบบทั่วประเทศ โดยไม่ต้องกำหนดเปอร์เซ็นต์ขั้นต่ำ โดยทุกพรรคจะมีโอกาสเข้าสภา เช่นพรรคการเมืองใหม่อาจไม่มีส.ส.เขต แต่อาจได้มาจากส.ส.บัญชีรายชื่อสักหนึ่งคนเข้ามาทำหน้าที่ในสภา ” พล.ต.สนั่น กล่าว

 นายภราดร กล่าวเสริมว่า ไม่ใช่ผ่านสภามาวาระแรกแล้วจะแก้ไขอะไรไม่ได้เพราะที่ผ่านมาเวลาเสนอกฎหมายโดยรัฐบาลก็มีการแก้ไขในชั้นของคณะกรรมาธิการ เช่นเดียวกับร่างแก้ไขมาตรา 190 เมื่อรัฐบาลเสนอเข้ามาในรัฐสภาและมีการรับหลักการจนนำมาถึงขั้นตอนของกมธ.เราเองก็มีการแก้ไข ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าสามารถแก้ไขได้ ปัญหาการเมืองจากรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ได้เป็นระบบเลือกตั้งแต่มาจากการที่คนบางคนบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะกระบวนการองค์กรอิสระ

 “หากจะมาอ้างว่าส.ส.เขตน้อยลงการซื้อเสียงจะน้อยลงคงไม่ได้เพราะกระบวนการเหล่านี้เป็นหน้าที่ของความเข้มแข็งขององค์อิสระในการตรวจสอบการทุจริตการเลือกตั้งมากกว่า ทั้งนี้เห็นว่าจำนวนส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คนมีความเหมาะสมแล้วเพื่อให้มีส.ส.ที่เข้ามาทำหน้าที่ในเชิงนโยบายภาพรวมมากกว่าการเข้าไปดูแลพื้นที่ แต่เมื่อเพิ่มส.ส.บัญชีรายชื่อเป็น 125 คนเท่ากับว่าทำให้ส.ส.เขตลดลง ขาดการยึดโยงกับประชาชนในพื้นที่ แบบนี้ไม่ได้ทำให้เขตเลือกตั้งเล็กลงแต่เป็นการทำให้เขตเลือกตั้งอ้วนขึ้น โอกาสของพรรคเล็กจากการเลือกตั้งไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขส.ส.บัญชีรายชื่อแต่มันอยู่การกำหนดขั้นต่ำ 5% ที่ปิดโอกาสพรรคเล็ก” นายภราดร กล่าว

 นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ กมธ.จากพรรคมาตุภูมิ กล่าวว่า เรื่องตัวเลขส.ส.มาจากนักวิชาการทั้งนั้นและรับฟังไม่ได้ การที่บอกว่าเขตเล็กซื้อเสียงง่ายนั้นไม่จริง ต้องพัฒนาสำนึกส.ส.และประชาชน อย่านำกฎหมายขวางกั้นธรรมชาติประชาธิปไตย ประชาชนฉลาดขึ้นเยอะ แต่นักการเมืองไปมองเอง เราควรพูดด้วยเหตุผลกัน ทางที่ดีควรยกเลิกระบบบัญชีรายชื่อทั้งหมดเพื่อให้นักการเมืองได้สัมผัสประชาชนอย่างแท้จริง

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่ามาถึงในช่วงนี้พล.ต.สนั่น เสนอให้ที่ประชุมกมธ.แขวนการพิจารณาในมาตรา 93 เกี่ยวกับตัวเลขจำนวนส.ส.เอาไว้และพิจารณามาตรา 94-98 ไปก่อนแล้วค่อยกลับมาพิจารณามาตรา 93 ใหม่ หลังจากเห็นว่ากมธ.พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลมีความเห็นไม่ตรงกันอย่างรุนแรง แต่นายเทอดพงษ์สอบถามความเห็นที่ประชุมแล้วพบว่ากมธ.ขอให้ประชุมต่อ นายเทอดพงษ์จึงสั่งให้ประชุมต่อไป

 นายอารีย์เพ็ญ กล่าวว่า ตัวเลขนั้นแก้ไขได้ในชั้นกมธ.หากแก้ไม่ได้ก็ไปเสนอต่อที่ประชุมสภา เรื่องตัวเลขส.ส.นั้นมาจากนักวิชาการทั้งนั้นและรับฟังไม่ได้ ส่วนที่นายสมบัติระบุว่าเขตเล็กซื้อเสียงง่าย นั้นไม่จริง ต้องพัฒนาสำนึกส.ส.และประชาชน อย่านำกฎหมายขวางกั้นธรรมชาติประชาธิปไตย การมีส.ส.ในเขตเล็ก พรรคเล็กจะเกิดได้ และหากตัดคำว่าสังกัดพรรคได้จะยิ่งดี เราควรพูดด้วยเหตุผลกัน ความเห็นของสองฝ่ายคือ 125 คนให้โอกาสพรรคเล็ก ซึ่งจะได้ส.ส.ระบบนี้เพียงหนึ่งคน ฉะนั้นควรตัดส.ส.บัญชีรายชื่อทั้งหมด ตนยืนยันแก้ไขมาตรานี้ตามที่เสนอไว้เบื้องต้น

 นายศุภชัย ศรีหล้า กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หากบอกเรื่องที่มาของรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับนั้น จะอ้างประชามติและประชาพิจารณ์ไม่ได้ ตัวเลขที่ตนจะเสนอกับที่ประชุมคือ สัดส่วนส.ส.เขตและบัญชีรายชื่อที่เริ่มปี 2544 โดยจะทำให้พรรคเข้มแข็งและผูกโยงกับนโยบายพรรค ตอนนั้น ใช้สูตรส.ส.เขต 400 คน ส.ส.บัญชีรายชื่อ 100 คน คือใช้อัตราส่วนหนึ่งต่อสี่ จากนั้นแก้ไขเป็นส.ส.เขต 400 คน ส.ส.สัดส่วน 80 คน คือใช้อัตราส่วนหนึ่งต่อห้า จนทำให้มีวิกฤต ซึ่งสามารถแก้ปัญหาเดิมได้คือวันนี้ส.ส.เขตเป็นรัฐมนตรีได้ หากวันนี้ใช้สูตรใหม่คือส.ส.เขต 375 คน และส.ส.สัดส่วน 125 คน จะเป็นอัตราส่วนหนึ่งต่อสาม มันจะก้าวข้ามไปสู่คำว่าสถาบันการเมืองคือ ส.ส.เขตที่ใกล้ประชาชนจะคงไว้ และนำนโยบายพรรคมาแนบกับส.ส.บัญชีรายชื่อ เวลาประชาชนไปลงคะแนนจะได้เลือกนโยบาย พรรค ความเป็นสถาบันการเมือง หากอ้างส.ส.เขตมีความสำคัญ ระบบการเมืองจะล้มเหลวเหมือนในวันนี้

 ด้านนายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ กมธ.จากพรรคกิจสังคม กล่าวว่า เขตเล็กนั้นส.ส.จะพบปะประชาชนได้ง่ายเพราะใกล้ชิด ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ อัตราส่วนจะเป็นอย่างไรอยู่ที่การกำหนดเปอร์เซนต์มากกว่า ตนมองว่า ส.ส.สัดส่วนมีมากก็ไม่มีประโยชน์ เพราะส.ส.เขต จะมีประโยชน์มากกว่า

 นายเทพไท เสนพงศ์ กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จำนวนส.ส.เขตและสัดส่วนนั้น ตนไม่อ้างความเห็นประชาชนในพื้นที่ของตน สิ่งที่เป็นไปได้มากที่สุดคือสูตรของนายสมบัติที่ครม.เสนอ เพราะการแก้ไขนั้นมาจากความเห็นของนักวิชาการที่ไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายการเมือง และพรรคประชาธิปัตย์ไม่อยากแก้ไขเพราะปิดช่องว่างไว้แล้ว แต่กมธ.บางคนมองว่าอาจมีปัญหาในเรื่องแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ ซึ่งกระทบ 24 จังหวัด แต่ก็ไม่ใช่หน้าที่ส.ส. แต่เป็นหน้าที่กกต.ที่จะทำให้เขตเลือกตั้งลงตัวและเป็นธรรม

 ด้านนายอรรถวิชช์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์อยากได้เขตใหญ่ แต่พรรคร่วมรัฐบาลอยากได้เขตเล็ก แต่เมื่ออยู่ร่วมกัน แบบถ้อยทีถ้อยอาศัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็มอบให้คนนอกคือนายสมบัติไปพิจารณา นายสมบัติจึงเสนอส.ส.ขนาดกลางขึ้นมา เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์คุยกันเยอะและยอมถอยจากความเห็นของคนกลางอย่างนายสมบัติ หากวันนี้จำเป็นต้องนำไปสู่การโหวต ตนจะโหวตตามร่างของครม. หากผลออกมาแพ้ เรื่องนี้ต้องกลับสู่ที่ประชุมพรรค และจะไม่เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้เลย

 เมื่อมาถึงตรงนี้ทำให้นายภราดรกล่าวตอบโต้นายอรรถวิชช์ว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของส.ส. และพรรคใดได้เปรียบเสียเปรียบ ตนนำหลักการมาพูดเท่านั้น หากมีการโหวตไม่ลงมติ ก็เป็นสิทธิ เพราะทุกคนมีความเห็นที่แตกต่างกันได้ แต่ไม่ต้องมาขู่กันที่นี่ นายอรรถวิชช์จึงกล่าวชี้แจงว่า ตนไม่มีเจตนาขู่ ตนพูดโดยเป็นความเห็นส่วนตัว เพราะตนเล่าถึงความยากลำบากในการเป็นวิปรัฐบาล การทำงานในพรรคประชาธิปัตย์ และปมขัดแย้งระหว่างพรรคประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลตามที่สื่อมวลชนจับตา วันนี้มติกมธ.เป็นอย่างไรก็ว่ากันไป

 ต่อมานางรัตนา ธนาดิเรก กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ว่าส.ส.ระบบใด ขึ้นอยู่ที่พรรคจะคัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพว่าควรลงสมัครแบบใด การอ้างเขตเล็กนั้นจะทำให้ส.ส.ใกล้ชิดประชาชน แต่เวลาก็หมดไปกับงานทางสังคมที่ไม่เกี่ยวกับงานนิติบัญญัติโดยตรง เพราะจริงๆแล้วงานในภาพรวมของส.ส.คืองานในกมธ.ที่ต้องทำงานแก้ไขปัญหาต่างๆในภาพรวมด้านตัวแทนปวงชนชาวไทยที่ไม่ควรทับซ้อนกับนักการเมืองท้องถิ่น

 ขณะที่ พล.อ.เลิศรัตน์ อภิปรายว่า หากจะเลื่อนการโหวตลงคะแนนในวันนี้ออกไปก่อนนั้น และไปประชุมลงมติ และแปรญัตติในสัปดาห์หน้า ก่อนส่งให้นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมในสัปดาห์ต่อไปนั้นก็พอทำได้ เรื่องนี้มันเป็นผลประโยชน์ของพรรคร่วมรัฐบาลทั้งพรรคเล็กและพรรคใหญ่ ตนนั่งฟังตรงนี้ก็มึนอยู่ หากผู้ใหญ่ของแต่ละพรรคไปคุยกันก่อนในหนึ่งสัปดาห์นี้ว่าอะไรดีกว่ากัน ก็ดีกว่ามาโหวตกันเลย

 จากนั้นนายเทอดพงษ์ กล่าวว่า ตนอยากให้ไปคุยกันก่อน เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลาย หากหักกันแรงๆจะมีปัญหา การแก้รัฐธรรมนูญในมาตรานี้สำคัญ ทำให้นายภราดรกล่าวขึ้นว่า สิ่งที่พล.อ.เลิศรัตน์เสนอนั้นน่าสนใจ แต่ส.ส.ขอแปรญัตติไว้พอสมควร หากปล่อยเวลาล่วงเลยไป หากเป็นไปได้วันนี้หาข้อสรุปด้านตัวเลขได้ก็เป็นประโยชน์ จากนั้นนายมานิตบอกว่า กรอบเวลาที่พล.อ.เลิศรัตน์เสนอมานั้นเฉียดฉิวมาก หากเราคุยเรื่องนี้ให้หลุดไปเลย เรื่องอื่นก็เดินไปได้ สิ่งใดที่ดำเนินการได้ควรเดินหน้าต่อไป จากนั้นนายอารีย์เพ็ญกล่าวว่า กมธ.ที่เข้าประชุมวันนี้มากกว่าทุกครั้ง เหตุผลที่แต่ละฝ่ายอ้างกันก็วกวน ไม่มีอะไรใหม่ แต่วันนี้ควรชี้ขาดกันเลย

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อมาถึงตรงนี้ทำให้กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์พยายามแสดงความเห็น โดยนายศุภชัย กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้คือพรรคร่วมรัฐบาลเเละส.ว.ตนไม่อยากให้ลงมติ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลเมื่อร่วมงานกันแล้ว ความเห็นควรไปในทิศทางเดียวกัน หากยังไม่มีข้อสรุปร่วมกันการใช้เวลาก็มีประโยชน์ ทำให้นายนิพนธ์สนับสนุนแนวคิดของพล.อ.เลิศรัตน์ โดยบอกว่า หากมีการคุยนอกรอบอีกครั้งโดยให้ผู้ใหญ่ของแต่ละพรรคไปคุยกันด้วยเหตุผลน่าจะเป็นประโยชน์ ไม่อย่างนั้นการจะหาความเห็นพ้องจะลำบาก

 ต่อมานายภราดร กล่าวว่า การประชุมครั้งก่อนก็คุยในเรื่องนี้ และแต่ละฝ่ายมีเหตุผลจุดยืนที่แตกต่างโดยไม่มีใครถูกหรือผิด หากปล่อยไว้ในการประชุมครั้งหน้าก็ไม่น่ามีข้อสรุปอีก งานของกมธ.ในวันนี้มีความสำคัญ เพราะสัปดาห์หน้าจะต้องเรียกผู้แปรญัตติมาชี้แจงกันอีก วันนี้จึงควรหามติเลย จากนั้นพล.อ.เลิศรัตน์ขอถอนความเห็นดังกล่าว ทำให้นายเทอดพงษ์สั่งนับองค์ประชุมกมธ.ในวันนี้เพื่อเตรียมลงมติ โดยพบว่าวันนี้มีกมธ.เข้าประชุมทั้งหมด 35 คนจาก 45 คนและเสนอให้ลงมติแบบยกมือ จากนั้นพล.อ.เลิศรัตน์เสนอให้ลงคะแนนลับ แต่นายศิริโชค โสภา กมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์ เสนอว่าที่ผ่านมามาตรานี้มีการเสนอแก้ไขแบบเปิด จึงไม่มีความเสียหายใดๆ เพื่อให้ประชาชนรับทราบจุดยืน

 ต่อมาเวลา 15.40 น. นายเทอดพงษ์สั่งลงมติแบบเปิด โดยให้กมธ.ยกมือว่าสนับสนุนร่างใดระหว่างร่างส.ส. 400+100 คนของพรรคร่วมรัฐบาล กับร่างส.ส. 375+125 คนกับร่างของครม. ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายลงคะแนนเท่ากันคือ 17เสียง จนทำให้นายเทอดพงษ์ในฐานะ ประธานการประชุมและตัวแทนกมธ.จากพรรคประชาธิปัตย์จะขอลงคะแนน แต่พล.ต.สนั่นเสนอว่า นายเทอดพงษ์เป็นประธานไม่ต้องลงมติก็ได้ และขอเลื่อนการลงคะแนนวันนี้ออกไปเป็นสัปดาห์หน้าแทน เพื่อให้แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลไปหารือกันอีกครั้ง แต่นายเทอดพงษ์ยืนยันจะใช้สิทธิลงมติ โดยนายเทอดพงษ์ลงมติให้ร่างส.ส. 375+125 คนตามที่ครม.เสนอและสภารับหลักการไว้ในวาระที่ 1 ทำให้การแก้ไขรัฐรรมนูญมาตรานี้ ร่างของครม.ชนะร่างของพรรคร่วมรัฐบาลไปด้วยคะแนน 18 ต่อ 17 เสียง จากนั้นจึงปิดการประชุม และจะประชุมครั้งต่อไปในสัปดาห์หน้าเพื่อให้ผู้ที่ขอแปรญัตติในมาตรา 93-98 และมาตรา 190 มาชี้แจง โดยอาจใช้เวลาประชุมอีกราวสองครั้งเพราะมีผู้เสนอแปรญัตติจำนวนมาก จากนั้นจะประชุมสรุปอีกครั้ง หากไม่มีอะไรเพิ่มเติมจะส่งร่างแก้ไขต่อที่ประชุมรัฐสภาต่อไป

 พล.ต.สนั่น ขจรประสาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมของคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่... พ.ศ. ... ว่าตนเคารพในมติที่ออกมา ซึ่งขั้นตอนต่อไปขึ้นอยู่กับสภาจะเป็นผู้พิจารณา ทั้งนี้ ตนจะไม่ขอเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย เพราะเป็นการฟรีโหวต ส่วนจะมีผลกระทบต่อรัฐบาลหรือไม่นั้น ตนเห็นว่า ไม่น่าจะมีผลกระทบต่อเสียรภาพของรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องของสภา ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล

 เมื่อถามว่าผู้ใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมาเจรจาอีกหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ก็แล้วแต่ผู้ใหญ่ ถ้าหากต้องการให้มีการคุยกัน และคุยกันได้ก็เป็นเรื่องดี ต่อข้อถามว่าการกระทำของพรรคประชาธิปัตย์เป็นการหักหลังพรรคร่วมหรือไม่ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการหักหลัง เพราะนายกฯ ให้โหวตแบบนั้น

 ด้านเทพไท เสนพงษ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เป็นไปตามที่พรรคได้คาดหมายไว้ แต่ที่เสียงเฉียดฉิว เป็นเฉพาะสมาชิกพรรคขาดไป 2 คน คือ นายวิทยา แก้วภารดัย ส.ส.นครศรีธรรมราช และนายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. ติดภารกิจ ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ แต่อย่างไรก็ตาม ยังได้รับเสียงสนันสนุนจาก ส.ว.อีก 1 ท่าน คือ นายวิทวัส บุญสถิตย์ ส.ว.สรรหา ซึ่งคะแนน 18 ต่อ 17 นั้น แสดงให้เห็นว่าต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนที่ชัดเจนและมีเหตุผล รวมถึงทุกฝ่ายยอมรับ ส่วนเรื่องที่ประธานใช้สิทธิโหวตชี้ขาด เป็นสิทธิที่ประธานสามารถทำได้ และถือเป็นเรื่องที่เหมาะสม

 “ ในห้องประชุม ประชาธิปัตย์ได้เสนอให้เลื่อนการโหวตออกไป เพื่อให้เกิดความรอบคอบ แต่จะเห็นได้ว่าฝ่ายเสียงข้างน้อยก็เร่งรัดให้โหวตภายในวันนี้ เพราะคงมั่นใจว่าเสียงเพียงพอ แต่ฝ่ายประชาธิปัตย์เราค่อนข้างประนีประนอมอยู่แล้ว แต่เมื่อมีการเร่งรัดจากอีกฝ่าย เราก็จำเป็นต้องปล่อยให้โหวต รวมถึงหากไม่โหวตเกรงว่าองค์ประชุมจะไม่ครบ เนื่องจากมี ส.ว.สรรหา ที่กำลังจะหมดวาระไป ส่วนตัวเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่เป็นปัญหา สามารถคุยกันได้ ” นายเทพไท กล่าว