
อภิสิทธิ์เผยครม.ไฟเขียวแผนปฏิรูป4ด้าน
เมื่อเวลา 13. 45 น. วันที่ 11 ม.ค.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงที่ศูนย์แถลงข่าวตึกนารีสโมรสร ทำเนียบรัฐบาล ถึงผลการประชุม ครม.ว่า ครม.ได้เห็นชอบแผนปฏิรูปประเทศไทยทั้งหมด ที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ โดยจะครอบคลุมตั้งแต่เรื่องการศึกษา กระบวนการยุติ
และเรื่องเศรษฐกิจที่จะต้องเกิดความเป็นธรรมและเท่าเทียม ซึ่งจะมีการปรับในรายละเอียดอยู่บ้างเช่นการปรับหน่วยงานที่จะไปดำเนินการ และเมื่อผ่าน ครม.แล้วจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาติดตามและขับเคลื่อน เพื่อให้งานทุกด้านปรากฏผลเป็นรูปธรรมตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ และตนจะทำหน้าที่ในการเป็นประธานด้วยตัวเอง โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆที่เป็นผู้ปฏิบัติและมีการมอบหมายงานให้เป็นการเฉพาะ ซึ่งจะมีการรายงานความคืบหน้าตลอดเวลา เพื่อให้งานเดินไปได้เร็วที่สุด
“ถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะสามารถเดินหน้าไปตั้งแต่เดือนมกราคม โดยจะมีตารางการทำงานประจำเดือนที่ชัดเจน เพราะจะต้องมีการประเมินมากกว่าทุกเดือน และในบางเรื่องอย่างเช่นการประกันสังคม ที่จะต้องมีการปรับแก้พระราชกฤษฎีกาหรือกฎกระทรวงก็ได้มอบหมายให้คณะกรรมกฤษฎีกาให้ดำเนินการแล้ว ซึ่งจะสามารถทำได้สำเร็จเร็วขึ้น” นายกฯ กล่าว
เมื่อถามว่างบประมาณที่จะนำมาใช้ในการปฏิรูปประเทศทั้งหมดเอามาจากไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้จะมีทั้งส่วนที่เป็นงบประจำ ที่อาจจะปรับเปลี่ยนจากแผนงานปกติ อีกส่วนก็จะมาจากเงินของหน่วยงานต่างๆ อาทิ สำนักงานส่งเสริมคุณภาพการเรียนรู้ (สสค.) ที่ใช้เงินยืมจากเงินกู้ที่มีอยู่แล้วในอดีต และเมื่อมีกฎหมายมารองรับก็จะมีเงินรายได้จากภาษีเหมือนสำนักงานสร้างเสริมสุขภาพแห่งชาติ (สสส.) เคยทำในปี 2543-2545 และอีกส่วนจะเป็นเงินจากภาคเอกชนเอง ซึ่งภาระทั้งหมดนั้นอยู่ประมาณ 9 พันล้านบาท โดย 2 พันล้านจะใช้ในส่วนของ 9 มาตรการที่ได้ประกาศไปแล้ว แต่ที่เป็นโครงการใหญ่จริงๆก็เป็นโครงการบ้านมั่นคง ที่จะใช้งบประมาณถึง 3 พันล้านบาท
เมื่อถามว่ารัฐบาลจะใช้งบประมาณจากส่วนไหนมารับภาระค่าไฟฟ้าตามโครงการนี้กว่า 1.4 หมื่นล้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าประชาชนในปัจจุบันจะไปสิ้นสุดในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากนั้นตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนกรกฏาคมก็จะมีการปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียม ในแง่ของผู้ใช้มากและน้อย หากไม่ทันในปลายเดือนกุมภาพันธ์ก็อาจจะมีการต่ออายุมาตรการไปจนถึงเดือนกรกฎาคม
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในการปรับโครงสร้างนั้น จะมีการปรับจากเดิมที่ผู้เสียภาษีอากรจะเป็นผู้รับภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 90 หน่วย แต่จากนี้ไปก็จะเป็นผู้ใช้ไฟมากจะเป็นผู้รับภาระในส่วนนี้แทน ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมนั้นเราได้ดูแล้วว่าภาระจะไม่เพิ่มขึ้น เพราะที่ได้คำนวนในเบื้องต้นแล้วนั้นแนวโน้มค่าเอฟทีจะลดลงในเดือนพฤษภาคม ซึ่งจะไปชดเชยกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ที่มีเสียงทักท้วงว่าต่อไปคนใช้ไฟฟ้าน้อยจะไปใช้ไฟฟ้ามากขึ้น ก็ต้องบอกว่าเมื่อใช้ไฟฟ้ามากขึ้นก็จะไม่ได้ใช้ไฟฟ้าฟรีและต้องเสียเงินค่าไฟฟ้า เมื่อถามว่าภาคอุตสาหกรรมจะผลักภาระค่าไฟฟ้าไปให้ประชาชนผู้บริโภคเพิ่มเติมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะที่เราคำนวนจะไม่มีภาระเพิ่ม
เมื่อถามถึงมาตรการตรึงราคาแก๊สแอลพีจีในภาคครัวเรือนกับภาคขนส่ง แต่จะลอยตัวในภาคอุตสาหกรรม นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ข้อเสนอเรื่องแอลพีจีนั้น ที่ผ่านมามีการพูดกันถึงการปรับราคาขึ้น แต่เรายืนยันที่จะตรึงราคาในส่วนของครัวเรือนกับขนส่งได้ แต่ในส่วนของอุตสาหกรรมก็จะให้จ่ายในราคาตลาด โดยผลกระทบนั้นเราจะดูจาก 1.หลายส่วนจะมีแรงจูงใจในการเปลี่ยนเชื้อเพลิง และ 2.จะมีมาตรการของกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมเข้าไปช่วยเหลือหรือแนะนำให้มีการปรับเปลี่ยนหรือมีแรงจูงใจให้ปรับเปลี่ยนอย่างไร เช่นอุตสาหกรรมเซรามิค โดยรายละเอียดการปรับโครงสร้างราคานั้น กระทรวงพลังงานจะไปดูแลเพื่อให้สะท้อนราคาตลาด
“การดำเนินการครั้งนี้เราไม่ได้ทำให้ราคาแอลพีจีถูกลง และถ้าเอ็นจีวีไม่ปรับ ความได้เปรียบและเสียเปรียบระหว่างแอลพีจีและเอ็นจีวีก็เท่าเดิม ผมยังมองไม่เห็นข้อห่วงใยที่ว่าคนจะหันมาใช้แอลพีจีมากขึ้น เพราะเอ็นจีวีและแอลพีจีก็ยังราคาเท่าเดิมและเอ็นจีวีก็ยังราคาถูกกว่า แต่เหตุผลสำคัญในการจัดให้ภาคขนส่งอยู่กับภาคครัวเรือนนั้นเป็นเหตุผลในภาคปฏิบัติเพราะแยกตลาด 2 ส่วนนี้ยาก ที่อาจจะทำให้เกิดปัญหาการลักลอบและอันตรายที่จะตามมา แต่เมื่อลอยตัวภาคอุตสาหกรรม กระทรวงพลังงานก็จะมีการตรวจสอบรองรับไว้แล้วว่าจะไม่ให้เอาแอลพีจีราคาถูกในส่วนที่เป็นของภาคครัวเรือนกับภาคขนส่งไปใช้ในอุตสาหกรรมได้ ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
เมื่อถามว่ามีมาตรการควบคุมการนำเข้าแอลพีจีหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ผู้ที่นำเข้าแอลพีจีจะต้องนำเข้าในราคาตลาดโลกอยู่แล้วและที่ผ่านมามีภาระการชดเชย ซึ่งกรรมการพลังงานก็เพิ่งเปลี่ยนสูตรเรื่องการสร้างแรงจูงใจให้กับโรงกลั่นเพื่อลดการนำเข้าอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่ามาตรการทั้งเรื่องแอลพีจีและต้นทุนต่างๆ จะมีส่วนที่กระทบกับ ปตท.บ้าง ในฐานะผู้ประกอบการ



