
จับแล้วแท็กซี่ชนตร.ดับหน้าบ้านมาร์ค
แท็กซี่พุ่งชนตำรวจจราจร ดูแลหน้าบ้านนายกฯ"อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"เสียชีวิตอย่างอนาถ ล่าสุดสามารถจับกุมตัวคนขับได้แล้ว
(11ม.ค.) เวลา 05.00 น. ร.ต.ท.กิตติศักดิ์ พรสงวนรัตน์ ร้อยเวรสน.ทองหล่อ รับแจ้งว่า มีรถชนตำรวจเสียชีวิตที่บริเวณหน้าตึกอาคารรัชต์ภาคย์ ถ.อโศก-รัชดา มุ่งหน้าสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา จึงรุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญ แพทย์นิติเวช รพ.จุฬา
บริเวณที่เกิดเหตุบนพื้นถนน พบจักรยานยนต์ สีส้ม-ขาว ตราโล่หมายเลขทะเบียน 57488 สภาพล้มตะแคงอยู่ห่างจากรถแท็กซี่ของสหกรณ์แท็กซี่ธนาสยามจำกัด ยี่ห้อ โตโยต้า สีม่วง หมายเลขทะเบียน ทร 61 กทม. ประมาณ 10 เมตร ตรวจสอบใต้รถแท็กซี่คันดังกล่าว พบศพด.ต. ณัฐพงศ์ สังขดิษฐ์ อายุ 54 ปี สังกัด กองกำกับการ 2 บก.จร. ในชุดตำรวจเต็มยศ และพบหมวกกันน็อคของผู้ตายตกอยู่ หมายเลขหมวก 2403
จากการสอบถามเพื่อนตำรวจผู้ตาย กล่าวว่า ปกติผู้ตายทำหน้าที่ประจำป้อมจราจรกลาง ใต้ทางด่วนถ.พระราม 4 ย่านบ่อนไก่ แต่ระยะหลังได้มาปฏิบัติหน้าที่ เวรจราจรหน้าบ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ปกติจะออกเวรประมาณ 06.00 น.ของทุกวัน แต่ก่อนเกิดเหตุได้ออกมาก่อนเวลาเพื่อมาซื้ออาหาร เพื่อที่จะกลับไปปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ ส่วนสาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น
นายบัวถัน ศรีดี อายุ 52 ปี พ่อค้าขายข้าวเหนียว ส้มตำ ตรงข้ามตึกรัชต์ภาคย์ เปิดเผยว่า ตนมาตั้งร้านเพื่อขายของตั้งแต่ 03.00 น. จากนั้นเวลาประมาณ 05.00 น.ได้ยินเสียงดังโครม จึงหันไปดู พบรถแท็กซี่จำยี่ห้อไม่ได้ สีเหลือง หมวดอักษร ท หมายเลขทะเบียน 7575 กทม. ชนจักรยานยนต์ของผู้ตายอย่างแรง จากนั้นได้ขับหนีมุ่งหน้าไปทางถ.สุขุมวิท
"ตอนที่ผมเห็นเหตุการณ์ ผมจึงวิ่งตามรถแท็กซี่คันดังกล่าวไป แต่วิ่งไม่ทันจำได้แต่หมายเลขทะเบียนรถ จำหมวดอักษรได้เพียงตัวเดียว เมื่อรู้ว่าวิ่งไม่ทัน จึงหันมาดูตำรวจที่ถูกชน จังหวะนั้นเห็นรถแท็กซี่ โตโยต้า สีม่วงที่วิ่งตามกันมา เบรคไม่ทันพุ่งชนผู้ตาย และลากศพผู้ตายห่างจากจุดเกิดเหตุไปหลายสิบเมตรด้วยกัน" นายบัวถัน กล่าว
หลังเกิดเหตุตำรวจได้สอบปากคำ นายอุทัย หนองผา อายุ 30 ปี โชเฟอร์แท็กซี่ สีม่วง ที่ยืนรออยู่ในที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนขับรถแท็กซี่รับผู้โดยสารเป็นชาวต่างชาติมาจากถ.เพชรบุรี เพื่อไปส่งย่านบางนา เมื่อรถวิ่งมาถึงจุดเกิดเหตุ โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเร็วมาก จำได้แต่เพียงว่า เห็นรถแท็กซี่ น่าเป็นยี่ห้อมิตซูบิชิ ชนจักรยานยนต์ของตำรวจอย่างแรง ทำให้ตนเบรคไม่ทัน มาจอดรถดูอีกทีพบศพตำรวจอยู่ท้ายรถแล้ว
ด้านร.ต.ท.กิตติศักดิ์ กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัดว่า รถคันใดชนผู้ตาย อย่างไรก็ตามจะต้องตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณดังกล่าว เพื่อติดตามหารถแท็กซี่คันที่พุ่งชนผู้ตายมาดำเนินคดี และสอบสวนอย่างละเอียดถึงอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้
จับแล้วแท็กซี่ชนจราจรดับหน้าบ้านมาร์ค
ต่อมาเมื่อเวลา 11.00 น.ที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลจุฬาฯ นางพยุง สังขดิษฐ์ อายุ 56 ปี ภรรยาของ ด.ต.ณัฐพงษ์ สังขดิษฐ์ อายุ 54 ปี ผบ.หมู่งานสายตรวจ 2 กองกำกับการ 1 บก.จร. อยู่บ้านเลขที่ 4/62 ซอยหลังกองบัญชาการศึกษา แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. พร้อมด้วยบุตรสาวและบุตรชาย คือ น.ส.ธนาพร สังขดิษฐ์ และนายนพพล สังขดิษฐ์ อายุ 19 ปี ได้เดินทางมารับศพ ด.ต.ณัฐพงษ์ โดยมี พล.ต.ต.ภาณุ เกิดลาภผล รอง ผบช.น.ดูแลงานด้านการจราจร พล.ต.ต.อุทัยวรรณ แก้วสะอาด ผบก.จร พ.ต.อ.วีระวิทย์ วัจนะพุกกะ ผกก.1 บก.จร. และเพื่อนข้าราชการตำรวจ ได้เดินทางมาร่วมรับศพ โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความโศกเศร้า
นางพยุง กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของสามีว่า สามีถูกรถชนเสียชีวิต โดยตอนนั้นคิดว่าเป็นการพูดเล่น แต่เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องจริงก็ตกใจมาก ทำอะไรไม่ถูก พอตั้งสติได้จึงรีบโทรศัพท์ไปหาลูกสาว ก่อนจะเดินทางไปรับเอกสารที่โรงพักเพื่อมารับศพสามี แต่เมื่อมาถึงพบว่าชุดที่สามีใส่ฉีกขาดจึงกลับบ้านไปนำชุดมาเปลี่ยนให้ใหม่ สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนยังทำใจไม่ได้ เพราะสามีเป็นคนดีมาก ไม่ดื่มสุรา แต่จะสูบบุหรี่บ้าง ทั้งนี้ เมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาสามีได้พูดกับตนว่า "ระหว่างเราใครจะไปก่อนกัน" ตนบอกว่าน่าจะเป็นตนมากกว่า เพราะสุขภาพไม่แข็งแรง จากนั้นก็หัวเราะกันตามประสาสามีภรรยา ไม่ได้คิดว่าจะเป็นลางบอกเหตุอะไร กระทั่งเมื่อคืนก่อนเกิดเหตุตนได้โทรศัพท์ไปหาสามี เพราะรู้สึกเป็นห่วงอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งปกติไม่เคยโทรศัพท์ไปหา เนื่องจากกลัวว่าสามีกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องดังกล่าวขึ้นจนทำให้สามีจากไปเร็วขนาดนี้
"ทางคดีก็คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจ แต่อยากฝากไปถึงคนขับรถแท็กซี่ที่ชนสามีแล้วหลบหนีว่า ทำไมไม่ลงมาดูหรือช่วยเหลือสามีฉันบ้าง เพราะถ้าหากเขาลงมาช่วย สามีของฉันก็อาจจะรอด ไม่ถูกรถแท็กซี่คันที่สองชนซ้ำแล้วลากไปไกลจนเสียชีวิต" นางพยุง กล่าวด้วยน้ำตานองหน้า
ขณะที่ น.ส.ธนาพร กล่าวว่า เมื่อช่วงเช้าแม่เป็นคนโทรศัพท์มาบอกว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว ตนรู้สึกช็อกและทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะรีบเดินทางไปหาแม่ เนื่องจากตนเปิดร้านขายกาแฟสดอยู่ที่ย่านซอยนวลจันทร์จึงพักอยู่ที่นั่น ไม่ได้อยู่กับพ่อแม่และน้องชาย ตนพบพ่อครั้งสุดท้ายเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ซึ่งพ่อได้เดินทางไปหาตนที่ร้านกาแฟ และให้กำลังใจเรื่องที่ตนจะไปสัมภาษณ์งานใหม่ โดยได้วางแผนเอาไว้ว่าจะให้แม่ที่เกษียณอายุจากบริษัท โอสถสภา มาดูแลร้านกาแฟ ส่วนตนจะไปทำงานประจำช่วยเหลือครอบครัว ส่วนพ่อก็บอกกับตนว่าถ้าเกษียณอายุราชการแล้ว จะไปทำไร่อยู่ที่บ้านเกิด จะได้ดูแลย่าที่แก่มากแล้ว แต่พ่อก็ต้องมาจบชีวิตไปเสียก่อน
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ ด.ต.ณัฐพงษ์ กำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดยออกตรวจตราตามพื้นที่รอบๆบ้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จากนั้นก็ไปประสบอุบัติเหตุถูกรถแท็กซี่ชน ซึ่งด.ต.ณัฐพงษ์ เสียชีวิตในสภาพสวมเครื่องแบบและใส่เสื้อสะท้อนแสง ขับรถจักรยานยนต์ตราโล่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และแพทย์ระบุว่าเสียชีวิตเนื่องจากมีเลือดออกในช่องอก หัวใจฉีกขาด และแขนขาหักผิดรูป เหตุการณที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้ขับรถทุกคนต้องไม่ประมาท สำหรับกรณีนี้โชเฟอร์แท็กซี่อาจจะขับรถมาด้วยความเร็วและประมาท
พล.ต.ต.ภาณุ กล่าวด้วยว่า ตามระเบียบ ด.ต.ณัฐพงษ์ จะได้รับการปูนบำเหน็จ 5 ชั้นยศ เป็นพันตำรวจโท พร้อมเลื่อนขั้นเงินเดือน ขณะเดียวกันจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวตามความเหมาะสม ซึ่งขณะนี้ได้เร่งทำเรื่องเสนอไปยังผู้บังคับบัญชาแล้ว ทั้งนี้หากลูกชายของ ด.ต.ณัฐพงษ์ ต้องการที่จะเป็นตำรวจเหมือนพ่อ ตนพร้อมที่จะสนับสนุนอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องคดีเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ เบื้องต้นทราบแล้วว่าผู้ที่ขับรถแท็กซี่ชน ด.ต.ณัฐพงษ์ และหลบหนีไปเป็นใคร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนกำลังเร่งจับกุมตัวมาดำเนินคดี สำหรับอัตราโทษของผู้กระทำผิดคดีนี้ คือ เฉี่ยวชนแล้วหลบหนี มีโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับ 5 พัน ถึง 2 หมื่นบาท และข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ซึ่งมีโทษสูงสุด จำคุกไม่เกิน 10 ปี ปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท ส่วนนายอุทัย หนองผา อายุ 30 ปี คนขับรถแท็กซี่ที่ขับมาชนซ้ำเป็นเหตุสุดวิสัย ไม่น่าจะมีความผิด แต่หากพยานหลักฐานระบุว่าเป็นการประมาท ก็จะต้องถูกดำเนินคดีข้อหาขับรถโยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
ต่อมาเวล่า 12.30 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ สามารถจับกุมตัว นายจินดา เสนาราช อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 219/41 หมู่ 5 ต.ศีรษะจรเข้ใหญ่ อ.บางเสาธง จ.สมุทรปราการ คนขับรถแท็กซี่ที่ชน ด.ต.ณัฐพงษ์ โดยจับกุมตัวได้ที่บ้านเอื้ออาทร วัดศรีวารีน้อย บางนากิโลเมตรที่ 18 จ.สมุทรปราการ ก่อนจะควบคุมตัวมาสอบสวนที่ สน.ทองหล่อ พร้อมกับเดินทางไปตรวจยึดรถแท็กซี่สีเหลือง หมายเลขทะเบียน ทน 7575 กทม. ได้ที่อู่รถแท็กซี่ภายในซอยเจริญราษฏร์ 107
จากการสอบสวนนายจินดา ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุตนกำลังขับรถมุ่งหน้าไปส่งผู้โดยสารที่ย่านอโศก เมื่อถึงจุดเกิดเหตุเห็นรถของผู้ตายขับย้อนศรออกจากซอยมา ทำให้ไม่สามารถเบรกหรือหักหลบได้ทัน จึงพุ่งชนอย่างแรง แต่ไม่คิดว่าจะเสียชีวิต จึงรีบขับหลบหนีไป อีกทั้งตนเห็นว่าผู้ตายสวมหมวกคล้ายตำรวจจึงยิ่งตกใจ ไม่กล้าจอดรถลงไปดู ผู้โดยสารก็บอกว่าให้รีบขับออกไป เพราะคนที่ชนเป็นตำรวจ ตนจึงขับออกไปทันทีและไม่รู้ว่าผู้ตายถูกแท็กซี่อีกคันขับมาชนซ้ำ เพิ่งจะทราบข่าวตอนที่ตำรวจไปจับที่ห้องพัก ซึ่งหลังเกิดเหตุตนไม่ได้คิดหนีแค่กลับไปพักที่ห้อง และโทรศัพท์บอกเถ้าแก่ว่าขับรถชนคน แต่ไม่รู้ว่าตายหรือไม่ เถ้าแก่จึงบอกให้นำรถไปจอดที่อู่
ทั้งนี้ นายจินดา ยังให้การโดยอ้างว่า ตนไม่ผิดเพราะผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์ย้อนศร สามารถตรวจสอบรถแท็กซี่ของตนได้ ว่ามีร่องรอยเฉี่ยวชนที่ด้านซ้าย แต่อยากจะขอโทษครอบครัวของผู้ตาย ถ้าเปลี่ยนกันได้ก็อยากจะเปลี่ยนให้ตนเป็นคนเสียชีวิตแทน
ด้าน พ.ต.อ.สำเริง สวนทอง ผกก.สน.ทองหล่อ กล่าวว่า ผู้ต้องหาจะกล่าวอ้างหรือพูดอย่างไรก็เป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา แต่จะต้องว่ากันไปตามพยานหลักฐาน โดยจากการตรวจสอบบริเวณดังกล่าวเบื้องต้นพบว่าไม่มีซอยตามที่นายจินดา กล่าวอ้าง และนายอุทัย คนขับรถแท็กซี่ที่เข้ามาชนซ้ำ ให้การว่า ขับรถตีคู่มากับนายจินดา ด้วยความเร็ว จากนั้นนายจินดา พยายามจะแซงซ้ายและหักออกขวาอย่างรวดเร็ว จังหวะที่แซงซ้ายอาจจะทำให้ไปเฉี่ยวชนผู้ตายได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เบื้องต้นได้แจ้งข้อหานายจินดา ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และเฉี่ยวชนแล้วหลบหนี ส่วนนายอุทัย ได้แจ้งข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ก่อนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. และพล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วยตำรวจชั้นผู้ใหญ่ได้เดินทางมาร่วมรดน้ำศพ ด.ต.ณัฐพงษ์ ณ วัดเสมียนนารี ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของญาติพี่น้อง พร้อมกับเพื่อนข้ารชการตำรวจกองบังคับการตำรวจจราจร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากพิธีรดน้ำศพเสร็จสิ้น พล.ต.ท.จักกรทิพย์ได้มอบเงินสวัสดิการเป็นจำนวนเงิน 400,000 บาท พร้อมทั้งเงินส่วนตัว 10,000 บาท ให้กับครอบครัวของ ด.ต.ณัฐพงษ์



