
มาเพิ่มประชากรกันเถอะ (2)
แต่ที่กำลังทำอย่างจริงจังมากที่สุดก็คือแดนมังกรน้อยไต้หวัน ซึ่งในปีกระต่ายนี้เป็นปีครบรอบ 100 ปี การถือกำเนิดของ "สาธารณรัฐจีน" หรือไต้หวัน ก็ได้เพิ่มมาตรการจูงใจให้คนอยากมีลูกหลายมาตรการด้วยกัน เริ่มตั้งแต่ประกาศแจกโบนัสพิเศษถึง 2 หมื่นดอลลาร์ไต้หวันหรื
ของขวัญปีเถาะชิ้นใหญ่อีกชิ้นหนึ่งก็คือการเตรียมทุ่มเงินเกือบ 4 หมื่นล้านบาทกระตุ้นอัตราการเกิดและสนับสนุนการดูแลเด็กในประเทศ โดยผู้ปกครองจะได้เงินเดือนพิเศษเดือนละราว 3 พันบาท สำหรับเด็กเกิดใหม่ จนถึงอายุ 2 ขวบ และเงินค่าเล่าเรียนรายปีอีกราว 3 หมื่นบาทสำหรับเด็กอายุ 2-6 ขวบ โดยมีผลตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป ซึ่งตรงกับปีมังกรที่บรรดาลูกหลานมังกรต่างถือว่าเป็นปีมงคลมากที่สุด
จากสถิติประชากรของรัฐบาลระบุว่าเมื่อปีที่แล้วมีเด็กเกิดน้อยลง เนื่องจากผู้ปกครองบางคนไม่อยากมีลูกในปีเสือดุ ขณะที่อัตราการมีลูกของผู้หญิงไต้หวันลดลงเหลือ 1.03 คนเมื่อปี 2552 จากที่ตั้งมาตรฐานไว้ 2.1 คน โดยกรุงไทเปเป็นเมืองที่มีอัตราการเกิดต่ำสุด มีเด็กเกิดใหม่ไม่ถึง 2 หมื่นคน
ก่อนหน้านี้ ส.ส.หลิน ฮุงฉีได้เสนอให้จัดวันหยุด "นัดบอด" ให้ข้าราชการที่ยังเป็นโสดอยู่ อาทิให้มีวันหยุดเพิ่มอีกปีละ 2 วันเพื่อไปร่วมกิจกรรมหาแฟน อ้างว่า "มาตรการสร้างสรรค์" นี้จะช่วยเพิ่มสถิติการแต่งงานของข้าราชการ หลังจากเมื่อ 2 ปีที่แล้วมีคนจูงมือสู่ประตูวิวาห์แค่ 117,099 ลดลงจากปีก่อนหน้าถึง 24.4 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่ามาตรการนี้จะได้ผลมากน้อยแค่ไหน ไม่ต้องอื่นไกลที่ไหน ดูอย่างสาววัย 30 ปีรายหนึ่งซึ่งกลายเป็นข่าวฮือฮาทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว เมื่อเธอได้จัดพิธีแต่งงานกับตัวเองที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงไทเป เพื่อแสดงออกว่าเธอมั่นใจและยอมรับตัวตนที่เป็นอยู่ หลังจากยังไม่พบคนถูกใจพอจะร่วมชีวิตด้วยได้
กรณีของเธอถือเป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ ตัวอย่างหนึ่งที่สะท้อนภาพได้ดีว่าสาวไต้หวันในขณะนี้เลือกที่จะอยู่เป็นโสดมากกว่าหรือเลือกที่จะแต่งงานตอนอายุมากขึ้น โดยไม่สนใจว่าจะต้องมีโซ่ทองคล้องดวงใจหรือมีทายาทสืบตระกูลหรือไม่
ดูๆ ไปมาตรการกระตุ้นอัตราการเกิดของไต้หวันอาจจะล้มเหลวอย่างสิงคโปร์ซึ่งเคยทำมาแล้วหลายระลอกและหลากรูปแบบ แม้กระทั่งการพยายามจัดงานหาคู่ให้ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จแม้แต่มาตรการเดียว
บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์



