ข่าว

แรงงานไทยพลาดโอกาสทองไต้หวัน

แรงงานไทยพลาดโอกาสทองไต้หวัน

11 ม.ค. 2554

ประเทศไทยมักจะเกรงใจประเทศจีนเนื่องจากมีมิตรภาพและสัมพันธ์การทูตที่ดี เลยยึดถือนโยบายจีนเดียวอย่างเคร่งครัด ผิดกับประเทศอาเซียนอื่นๆ ที่พยายามขยายพื้นที่ทวิภาคีให้กว้างออกไปเพื่อรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ

 ข้อตกลงความร่วมมือเศรษฐกิจจีน-ไต้หวันเมื่อเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว เริ่มมีผลบังคับในเดือนนี้ มีการลดภาษีการค้ามากกว่า 500 กว่ารายการ ทำให้การค้าระหว่างสองจีนเพิ่มขึ้นทันที ถือเป็นช่องทางใหม่ที่ประเทศอาเซียนสามารถนำมาเพิ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้ แต่ปรากฏว่ารัฐบาลไทยยังตามไม่ทันเกมนี้

 ในอาเซียนมีแต่สิงคโปร์ที่ได้เริ่มเจรจาข้อตกลงการค้าที่จะเพิ่มปริมาณการค้าและการลดภาษีระหว่างสองประเทศนี้ เร็วๆ นี้ ทั้งมาเลเซียและฟิลิปปินส์พยายามเลียนแบบสิงคโปร์ ได้เริ่มเจรจาบ้างแล้ว ประเทศเหล่านี้ทราบดีว่าโอกาสทางการค้าการลงทุนแบบนี้ ประเทศใดเร็วกว่า ช่วงชิงได้ก่อน

 ไต้หวันมีพลวัตทางเศรษฐกิจสูงมาก เรียกว่าอยู่ในชั้นแนวหน้าของโลกอยู่ในอันดับ 14 เมื่อสิบปีก่อน แรงงานไทยชอบไปทำงานที่เกาะแห่งนี้ ช่วงสูงสุดมีแรงงานไทยมากถึง 1.5 แสนคน ในแหล่งก่อสร้างต่างๆ ทั่วประเทศ มาเดือนที่แล้วจำนวนแรงงานไทยตกมาเหลือเพียง 6.5 หมื่นคน ในขณะที่แรงงานจากอาเซียนอื่นนั้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้อินโดนีเซียมาอันดับ 1  รองลงมาคือเวียดนาม

 สาเหตุเป็นเพราะว่าแรงงานไทยมุ่งไปทางเดียวคือก่อสร้าง ในขณะที่แรงงานในอินโดนีเซียและเวียดนามนั้นได้ปลีกตัวออกจากแรงงานการก่อสร้างไปยังสาขาอื่นๆ รวมทั้งด้านบริการและการพยาบาลผู้สูงอายุ ซึ่งถือว่าเป็นตลาดแรงงานใหม่ และกำลังเปิดกว้างอยู่ เพราะสังคมไต้หวันเหมือนกับญี่ปุ่น เต็มไปด้วยคนแก่ที่อายุยืนมากกว่า 10 เปอร์เซ็นตร์ของประชาชนในเกาะ 37 ล้านคน

 ฉะนั้นในช่วงเศรษฐกิจไต้หวันอยู่ระหว่างขาลง รัฐบาลอินโดนีเซียและเวียดนามไหวตัวทัน และหันมาฝึกแรงงานหญิงให้สามารถทำงานกับกลุ่มวัยทองไต้หวันได้ และรับใช้คนในบ้าน โดยการฝึกภาษาจีนกลางให้สามารถพูดจากับคนไต้หวันได้ ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้

 ที่น่าสนใจคือทำไมรัฐบาลไทยไม่ได้ปรับตัวนโยบายเพื่อรองรับแรงงานใหม่ ทั้งๆ ที่ไต้หวันกับแรงงานไทยมีประวัติศาสตร์การทำงานที่ดี เริ่มตั้งแต่ตอนต้นๆที่มีการนำแรงงานต่างด้าวเข้ามาในไต้หวันในช่วงปี 1990 แรงงานไทยมาอันดับ 1 อยู่เสมอ จนกระทั่งหล่นลงมาอยู่อันดับ 4 ปลายปีที่ผ่านมา

 เจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยมักกลัวว่า ถ้าออกหน้าออกตาในเรื่องแรงงานอาจจะกระทบกระเทือนสายสัมพันธ์ไทย-จีน ตามจริงทางด้านเศรษฐกิจนั้นไม่น่ามีปัญหา มีแต่ทางด้านการเมืองที่ละเอียดอ่อน ขนาดจีนกับไต้หวันยังตกลงการค้าแบบเรียกได้ว่าเกือบจะเป็นการค้าแบบเสรีอยู่แล้ว ทำไมเราไม่พยายามขยายความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุนเช่นข้อตกลงเสียภาษีซ้ำซ้อน เป็นต้น เพื่อดึงทุนไต้หวันเข้ามา เพราะมันกระทบกระเทือนนโยบายจีนเดียวของไทย