ข่าว

วุฒิภาวะของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับสังคมกับประเทศเพื่อนบ้าน

วุฒิภาวะของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับสังคมกับประเทศเพื่อนบ้าน

11 ม.ค. 2554

เป็นประเด็นที่น่าสนใจและสะท้อนถึงความเป็นไปได้ที่สังคมไทยเองพยายามจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบขึ้น

 เหตุการณ์เรื่องการดำเนินคดีของคนไทย 7 คนในข้อหาข้ามแดนโดยผิดกฎหมายและข้อหาอื่นๆ อีก

 อย่างไรก็ตาม เท่าที่ข่าวนี้ปรากฏออกมากลับไม่พบว่ามีกระแสของการคลั่งชาติในการผลักดันในการแก้ปัญหามากนัก อาจจะมีสื่อในฝ่ายที่เชื่อมโยงกับบรรดา 6 (ไม่ใช่ 7) คนนั้นที่ยืนยันการกระทำที่ออกมายืนยันความถูกต้องเหมาะสมของการกระทำดังกล่าว รวมทั้งมีการชุมนุมข้างทำเนียบอยู่บ้าง

 แตกต่างอย่างมากกับการจุดกระแสเอาดินแดนคืนในช่วงท้ายของรัฐบาลนอมินีของทักษิณเป็นอย่างยิ่ง

 และในขณะเดียวกันก็แตกต่างจากความร้อนแรงที่ฮุน เซนเคยแสดงออกในช่วงต้นของรัฐบาลอภิสิทธิ์เช่นกัน โดยภาพรวมของข่าวจากทางฝั่งกัมพูชา ก็ดูเหมือนว่าเรื่องทั้งหมดจะถูกทำให้กลายเป็นเรื่องทางกฎหมายและศาล มากกว่าเรื่องของรัฐบาล

 ในทางบวกผมคิดว่าปัญหาดังกล่าวนี้จะไม่รุนแรงมากนัก และคงจะมีทางลงที่ไม่เลวร้ายมากนัก อย่างน้อยด้วยความเป็นประชาธิปไตยของทั้งสองประเทศ (ไม่ว่าประชาธิปไตยนั้นจะสมบูรณ์หรือไม่สมบูรณ์ เสรีหรือไม่เสรีก็ตาม) ก็ทำให้เรื่องนี้มีการถกเถียงกันภายในประเทศ มีสื่อที่คอยซักถามตรวจสอบ และมีการเรียนรู้และเข้าถึงข้อมูลซึ่งกันและกันของทั้งสองฝ่าย

 เขียนอะไรแรงเกินไปก็จะถูกตรวจสอบเอาเอง (แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มี)

 ที่สำคัญเราเริ่มเรียนรู้มากขึ้นที่จะเอาผลประโยชน์ของชายแดนเป็นที่ตั้ง มากกว่าเอาผลประโยชน์ของอุดมการณ์จากส่วนกลางเป็นที่ตั้ง ในความหมายที่ว่าเริ่มคิดได้ว่าถ้าทะเลาะกันนั้นคนที่เดือดร้อนก่อนคือคนที่ชายแดน และเศรษฐกิจที่ชายแดน

 ที่สำคัญเราต้องตระหนักว่ากัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ใกล้เรามากที่สุด อย่างน้อยถ้านับระยะห่างระหว่างเมืองหลวงของทั้งสองประเทศคือกรุงเทพฯ  และกรุงพนมเปญ และไม่นับว่าส่วนที่อยู่ระหว่างกลางของสองนครหลวงนั้นคือพื้นที่ทางเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะของทางฝั่งไทย

 ประการต่อมา ผมคิดว่าเราเริ่มเข้าใจมากขึ้นว่าเรื่องปัญหาที่อาจจะลามไปเป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น เป็นปัญหาที่อาจเริ่มขึ้นจากปัญหาความขัดแย้งภายในประเทศได้เช่นกัน ซึ่งข้อนี้ทำให้เราต้องย้อนกลับไปพิจารณาประเด็นที่ผมบอกไว้ในข้อแรกในเชิงบวกก็คือ ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ (ทุกประเทศก็เป็นได้) ในทางหนึ่งก็เปิดให้ตรวจสอบกันได้ แต่อีกทางหนึ่งก็กล่าวหากันได้ สิ่งนี้อาจนำไปสู่การปลุกเร้ากระแสความตึงเครียดระหว่างประเทศได้เช่นกัน

 ทางกัมพูชาเองถ้าปล่อยฝ่ายเราเร็วไปเขาก็ต้องตอบคำถามแรงกดดันในประเทศเขา ถ้าปล่อยช้าไปความตึงเครียดกับเราก็มากขึ้น และรัฐบาลกัมพูชาก็ต้องตอบคำถามคนในประเทศ (ที่เราก็เข้าถึงข้อมูลผ่านสื่อได้เช่นกัน) ของเขาได้เช่นกัน แต่อย่าลืมว่ารัฐบาลของเขาครองอำนาจอย่างยาวนาน และสามารถเอาชนะเขมรแดงได้

 ทางฝ่ายเราเองต่างหากที่เลือกเล่นไพ่หน้าที่เปิดไปแล้วว่าเราล้ำดินแดน แต่ไม่ได้เจตนา ซึ่งการเปิดไพ่หน้านี้ของทหาร กระทรวงต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรี หากมองในทางบวกก็อาจจะหวังผลให้เกิดการพิจารณาคดีอย่างรวดเร็ว แต่ระยะยาวจะเปิดแผลความร้าวฉานระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรมากขึ้น ซึ่งในแง่นี้อาจจะมองได้ว่ารัฐบาลอาจคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ความขัดแย้งภายในประเทศได้

 เราก็หวังได้แค่ว่าประชาธิปไตยที่มีอยู่อย่างกระท่อนกระแท่นของทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะของประเทศไทยเองจะช่วยให้เรามีวุฒิภาวะทางความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระดับสังคมเพิ่มขึ้น และส่งผลดีในระยะยาวของความสัมพันธ์ของสองประเทศมากขึ้นครับ